สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์
ที่ตั้ง และอาณาเขตติดต่อ
ประเทศไทย ตั้งอยู่ในคาบสมุทรอินโดจีน และเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่ประมาณ 513,115 ตารางกิโลเมตรหรือ 321 ล้านไร่ มีอาณาเขตติดต่อดังนี้
ทิศเหนือ จด สหภาพพม่า และลาว ทิศตะวันออก จด ประเทศลาว และกัมพูชา ทิศตะวันตก จด สหภาพพม่า และทะเลอันดามัน ทิศใต้ จด ประเทศมาเลเชีย และอ่าวไทย
ลักษณะภูมิประเทศ
1. ภาคเหนือ มีจังหวัดรวม 9 จังหวัด ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูง ทอดยาวขนานกันตามแนวเหนือใต้ และมีหุบเขาอยู่ทั่วไป ได้แก่เทือกเขาแดนลาว หลวงพระบาง ถนนธงชัย ผีปันน้ำ เทือกเขาเหล่านี้ทำให้เกิดแม่น้ำที่สำคัญ คือ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน
2. ภาคกลาง มีจังหวัดรวม 22 จังหวัด ภูมประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบเกิดจากดินตะกอนที่ลำน้ำพัดมาทับถม ภาคกลางตอนบนเป็นที่ราบลูกฟูก คือเป็นที่สูง ๆ ต่ำ ๆ ภาคกลางตอนล่างเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา
3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจังหวัดรวม 19 จังหวัด ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง มีขอบสูงทางทิศตะวันตก และทิศใต้ มีเทือกเขาที่สำคัญ ได้แก่ เทือกเขาเพชรบูรณ์ ดงพญาเย็น สันกำแพง พนมดงรัก แม่น้ำที่สำคัญ คือแม่น้ำโขง มูล ชี
4. ภาคตะวันตก มีจังหวัดรวม 5 จังหวัด ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา เทือกเขาสูงได้แก่ เทือกเขาถนนธงชัย และเทือกเขาตะนาวศรี แม่น้ำที่สำคัญได้แก่ แม่น้ำแควน้อย แควใหญ่
5. ภาคตะวันออก มีจังหวัดรวม 7 จังหวัด ภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบใหญ่ อยู่ทางตอนเหนือ บริเวณตอนกลางเป็นเทือกเขาจันทบุรี และบริเวณตอนล่าง เป็นที่ราบชายฝั่งทะเล และมีเกาะเรียงราย เช่น เกาะช้าง เกาะกูต เกาะสีชัง เกาะล้าน เป็นต้น
6. ภาคใต้ มีจังหวัดรวม 14 จังหวัด ภูมิประเทศมีลักษณะเป็นคาบสมุทรยื่นไปในทะเลมีที่ราบตามชายฝั่งทะเลด้านทะเลอ่าวไทย และทะเลอันดามัน
- ประเทศไทยตั้งอยู่ระหว่าง เส้นศูนย์สูตร และเส้นทรอปิคออฟแคนเซอร์ จึงมีอากาศร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยสูงตลอดปี แม้แต่ในฤดูหนาว เดือนที่มีอากาศเฉลี่ยร้อนที่สุดคือเดือน เมษายน ฝนตกชุกในเดือนสิงหาคม และเดือนกันยายน ฤดูหนาวเริ่มเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมกราคม
ทรัพยากรธรรมชาติ และการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มนุษย์สามารถนำมาใช้ หรือปรับปรุงให้เกิดประโยชน์ได้
ทรัพยากรธรรมชาติแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดเปลืองไป เช่น แร่ธาตุ เป็นต้น
2. ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่หมดสิ้น แต่อาจสร้างขึ้นมาใหม่ได้ เช่น น้ำ อากาศ ป่าไม้ เป็นต้น
ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ
ป่าไม้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ามาก และให้ประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งทางตรง และทางอ้อม
วิธีการอนุรักษ์ป่าไม้
1. เลือกตัดต้นไม้ที่โตเต็มที่
2. ป้องกันมิให้เกิดไฟไหม้ป่า
3. ห้ามโค่นถางป่าเพื่อทำไร่เลื่อยลอย
4. นำไม้มาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
ดิน ดินมีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มาก เพราะมนุษย์ได้อาศัยประโยชน์จากพืช และสัตว์เป็นอาหาร
วิธีการอนุรักษ์ดิน
1. ใส่ปุ๋ยบำรุงดิน
2. ปลูกพืชคลุมดิน
3. ปลูกพืชหมุนเวียนกัน
4. ปลูกพืชตระกูลถั่ว เพื่อช่วยให้ดินเกิดความอุดมสมบูรณ์
น้ำ น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเพาะปลูก และการบริโภค นอกจากนี้ยังใช้พลังน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า
วิธีการอนุรักษ์น้ำ
1. ไม่ตัดไม้ทำลายป่า
2. สร้างเขื่อนเพื่อเก็บกักน้ำ
3. ระมัดระวังมิให้เกิดน้ำเน่าเสีย
แร่ธาตุ เป็นทรัพยากรที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
วิธีการอนุรักษ์แร่ธาตุ
1. ใช้แร่ประหยัด
2. ชะลอการขุดค้นแร่มาใช้ประโยชน์
3. ใช้วิธีการขุดแร่ที่มีประสิทธิภาพ
สภาพทางเศรษฐกิจ และอาชีพ
เศรษฐกิจของประเทศไทยขึ้นอยู่กับอาชีพต่าง ๆ ดังนี้ คือ
1. เกษตรกรรม เป็นอาชีพที่สำคัญที่สุดของคนไทย เพราะประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีอาชีพเกษตรกรรม
1.1 การเพาะปลูก พืชที่สำคัญคือ
ข้าว เป็นพืชที่ปลูกมากที่สุดในประเทศไทย การทำนามีในทุกภาค การปลูกข้าว ส่วนใหญ่ทำในฤดูฝน ข้าวนอกจากจะใช้บริโภคในประเทศแล้ว ยังทำรายได้เป็นสินค้าออกที่สำคัญกว่าพืชชนิดอื่น
ข้าวโพด ส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพด บริเวณภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวโพดใช้เลี้ยงสัตว์โดยนำมาเป็นวัตถุดิบ การอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ทั้งในประเทศ และส่งเป็นสินค้าออกไปต่างประเทศ
มันสำปะหลัง ปลูกมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกเป็นพืชที่ให้ปริมาณแป้งสูงมาก ใช้เป็นอาหารของคน และสัตว์ส่วนมากจะส่งไปขายต่างประเทศ
อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออก เป็นวัตถุดิบ ในการผลิตน้ำตาล
ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจของภาคใต้ และภาคตะวันออกที่ทำรายได้ให้ประเทศ
1.2 การเลี้ยงสัตว์ ส่วนใหญ่เพื่อประโยชน์ในการเป็นอาหาร และในปัจจุบันได้ เริ่มมีการเลี้ยงสัตว์แบบการค้า ได้แก่
สัตว์ปีก เลี้ยงมากในภาคกลาง และภาคตะวันออก
โคนมโคเนื้อ เลี้ยงมากแถบจังหวัดสระบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา ราชบุรี
สุกร เลี้ยงมากในจังหวัดนครปฐม ราชบุรี ฉะเชิงเทรา
2. การทำป่าไม้ ไม้สักเคยเป็นสินค้าออกที่สำคัญ แต่ปัจจุบันนี้อาชีพการทำป่าได้ได้ลดลงมาก เพราะป่าไม้เหลือน้อย นอกจากนี้รัฐบาลยังยกเลิกการทำสัมปทาน ทำให้มีการทำป่าไม้น้อยลง
3. การประมง อาชีพประมงมี 3 ประเภท คือ
3.1 การประมงน้ำจืด ทำกันตามแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ
3.2 การประมงน้ำเค็ม เป็นการจับสัตว์น้ำให้ท้องทะเล ทั้งทะเลด้านอ่าวไทย และทะเลอันดามัน
3.3 การประมงน้ำกร่อย เป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตามชายฝั่งทะเลที่มีน้ำกร่อย เช่น การเลี้ยงกุ้ง หอย และปลาบางชนิด เป็นต้น
4. การทำเหมืองแร่ ประเทศไทยมีแร่ที่ผลิตเป็นการค้าอยู่หลายชนิด ปัจจุบันก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบมีมูลค่าการผลิตสูงกว่าแร่ชนิดอื่น ๆ
5. การอุตสาหกรรม สินค้าอุตสาหกรรมที่ไทยส่งออกไปขายแข่งขันในตลาดโลกขณะนี้ ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง อัญมณี และเครื่องประดับ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋อง
ประชากร และการเปลี่ยนแปลง
ประชากร หมายถึง สมาชิกในสังคมมนุษย์ทั้งหมดที่อาศัยอยู่ ในขอบเขตที่เราต้องการศึกษา
องค์ประกอบของประชากรหมายถึง คุณลักษณะของประชากรได้แก่
1. อายุ และเพศ
2. การศึกษา
3. ศาสนา
4. สถานภาพทางสังคม
5. สถานภาพทางเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนแปลงของประชากรไทย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับประชากรในด้านต่าง ๆ เช่น การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร องค์ประกอบด้านโครงสร้าง อายุ เพศ การกระจายประชากร และความหนาแน่น
ปัจจัยที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงประชากร
1. อัตราการเกิด
2. อัตราการตาย
3. อัตราการย้ายถิ่น
ปัญหาประชากรของประเทศไทย
1. ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ
1.1 ระดับครอบครัว
1.2 ระดับประเทศ
2. ปัญหาด้านสังคม
3. ปัญหาทางด้านการเมือง
4. ปัญหาการย้ายถิ่นที่อยู่
แนวทางการแก้ไขปัญหาประชากรไทย
1. ให้ความรู้ด้านประชากรศึกษา
2. ขยายการศึกษาภาคบังคับ
3. ขยายบริการด้านสาธารณสุข
4. การสร้างงานในชนบท
5. การพัฒนาสังคมชนบท
สภาพสังคม และวัฒนธรรม
ลักษณะทั่วไปของสังคมไทย
1. เป็นสังคมเกษตรกรรม
2. เป็นสังคมพุทธศาสนา
3. มีลักษณะของครอบครัวเป็นครอบครัวใหญ่
4. ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี
5. มีความแตกต่างกันระหว่างสังคมชนบทกับสังคมเมือง
ลักษณะของวัฒนธรรม
1. วัฒนธรรมได้มาจากการเรียนรู้จากสังคม
2. วัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลง
3. วัฒนธรรมเป็นมรดกของสังคม
4. วัฒนธรรมเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต
การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย และวัฒนธรรม
1. เปลี่ยนจากสังคมชนบทเป็นสังคมเมือง
2. เปลี่ยนแปลงทางค่านิยม
3. เปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี
4. ประเพณีต่าง ๆ
5. มรรยาททางสังคม
สภาพแวดล้อม และการอนุรักษ์ธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
2. สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม
ปัญหาสภาพแวดล้อมเป็นพิษ
1. ปัญหาสิ่งปฏิกูล
2. ปัญหาน้ำเป็นพิษ
3. ปัญหาเสียงเป็นพิษ
4. ปัญหาสารพิษ และรังสี
5. ปัญหาอากาศเป็นพิษ
การอนุรักษ์หมายถึง การรักษาไว้ และสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีก
การอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
1. เพื่อรักษาไว้ ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ดี
2. เพื่อสนองความต้องการของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น
3. เพื่อสามารถนำสิ่งที่มีในธรรมชาติมาใช้ต่อไป
4. เพื่อเป็นปัจจัยในการรักษาความสมดุลของธรรมชาติ
แนวทางในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
1. ป้องกันไม่ให้มลพิษ และความเสื่อมโทรมเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อม
2. ทำลายมลพิษ และกำจัดความเสื่อมโทรมที่มีอยู่แล้วให้หมดไป
3. บำรุงรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีอยู่แล้วไม่ให้เสื่อมลง
4. สร้าง และปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่ดีให้เกิดขึ้น
ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา
สมัยอยุธยา
ด้านการปกครอง
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อู่ทองได้สถาปนาอยุธยาขึ้นราว พ.ศ. 1893 ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีดิน และน้ำอุดมสมบูรณ์ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากทะเล สะดวก เนื่องจากตัวเมืองมีสภาพเป็นเกาะ และมีแม่น้ำล้อมรอบ
สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) มีการปกครองแบบจตุสดมภ์ พระมหากษัตริย์ได้รับยกย่องเสมือนสมมติเทพหรือเทวราชา
สมัยพระบรมไตรโลกนาถ ทรงจัดระเบียบการปกครองกลางด้านแยกหน้าที่ราชการฝ่ายบริหารกับผ่านพลเรือน ฝ่ายพลเรือนมีสมุหนายกเป็นหัวหน้า ฝ่ายทหารมีสมุหกลาโหมเป็นหัวหน้า
ด้านสังคม
สมัยอยุธยา มีการแบ่งชนชั้นในสังคม เป็น 4 ชนชั้น ได้แก่ เจ้านาย ขุนนาง ไพร่ และทาส
ด้านเศรษฐกิจ
ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับอาชีพเกษตรกรรม และการค้าต่างประเทศ กรมพระคลังสินค้า ดูแลรับผิดชอบ และผูกขาดการค้ากับต่างประเทศ แต่งเรือสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ ทำรายได้แก่รัฐเป็นจำนวนมาก
ด้านศิลปวัฒนธรรม
สมัยอยุธยารับอิทธิพลการปกครองจากขอม การใช้คำราชาศัพท์พระราชพิธีราชาภิเษก มีการสร้างวัด เจดีย์ พระปรางค์ ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ได้มีการรับวิทยาการจากตะวันตกเข้ามาหลายอย่าง เช่น การทำปืนไฟ การสร้างป้อมปราการ พระราชวัง ในสมัยพระนารายณ์ เป็นยุคทองแห่งกาพย์กลอน เป็นต้น
ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
ในสมัยอยุธยาไทยได้ติดต่อค้าขายกับประเทศต่าง ๆ มีหมอสอนศาสนาเข้ามาเผยแผ่ศาสนาเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ไทยได้รับศิลปวัฒนธรรม และความเจริญต่าง ๆ เช่น การทหาร ดาราศาสตร์ เป็นต้น ประเทศที่เข้ามาติดต่อกับไทย คือ โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ ฝรั่งเศล จีน ชวา มลายู

สมัยธนบุรี
พระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสินมหาราช) ทรงกู้เอกราชได้ในปี พ.ศ. 2310 แล้วย้ายเมืองหลวงจากกรุงศรีอยุธยามาตั้งยังกรุงธนบุรีทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่น โดยการปราบปรามชุมนุมต่าง ๆ
ด้านการปกครอง
ธนบุรีมีการปกครองตามแบบอย่างอยุธยา
ด้านสังคม
ส่วนใหญ่ยังไม่แตกต่างจากอยุธยามากนัก พระพุทธศาสนาก็ยังคงเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของประชาชน
ด้านเศรษฐกิจ
ในระยะแรกราษฎรได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะเป็นผลจากการทำลายของพม่าตอนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ต่อมาพระเจ้ากรุงธนบุรีได้เร่งรัดให้มีการทำนา และการค้าขายกับจีน จนสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ดีขึ้นสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีได้สถาปนารัตนโกสินทร์ (กรุงเทพฯ) เป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ. 2325 ภายหลังสิ้นสุดสมัยธนบุรี

สมัยรัตนโกสินทร์
ด้านการปกครอง
ระยะแรก (ร.1-ร.3) ปกครองแบบสมัยอยุธยา ระยะหลัง (ร.4-ร.6) เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่แบบตะวันตกแต่ช่วง ร.1-ร.6 และ ร.7 (ระยะแรก) ก็ยังถือว่าปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี พ.ศ. 2475 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุด ในการปกครองประเทศ
ด้านสังคม
ในสมัย ร.1-ร.3 คนไทยยังยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี และความเชื่อตามคติทางพระพุทธศาสนาเหมือนอยุธยา หลังรัชกาลที่ 4 สภาพสังคมเริ่มเปลี่ยนแบบตะวันตก ตั้งแต่การแต่งกาย สถาปัตยกรรม และความเป็นอยู่อื่น ๆ และเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ในสมัย ร.5-ร.8 และเปลี่ยนแปลงมาก ๆ ในรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะช่วง พ.ศ. 2516 เป็นต้นมา ถึงปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปมากทั้งทางวัตถุ และทางจิตใจ ยึดถือปฏิบัติตามแบบสังคมตะวันตก
อาณาจักรโบราณในประเทศไทย
1. อาณาจักรทวารวดี เป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 มีศูนย์กลางอยู่บริเวณนครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี มีความเจริญ ทางการค้า ศิลปวัฒนธรรม และพุทธศาสนา เช่น วงล้อพระธรรมจักร และกวางหมอบที่พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
2. อาณาจักรโคตรบูร เป็นอาณาจักรอยู่ที่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 11-15 มีศูนย์กลางอยู่ที่นครพนมมีวัฒนธรรมประเพณีแบบอินเดีย นับถือพระพุทธศาสนานิกายหินยาน (เถรวาท) โบราณสถานทางพระพุทธศาสนา คือ พระธาตุพนม
3. อาณาจักรศรีวิชัย เป็นอาณาจักรอยู่ในภาคใต้ ตั้งขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 12-17 มีศูนย์กลางอยู่ที่ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงไปจนจดแหลมมลายู เป็นอาณาจักรที่เป็นศูนย์กลาง การค้าขายทางทะเลมีความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางพระพุทธศาสนา
4. อาณาจักรล้านนา เป็นอาณาจักรอยู่ในภาคเหนือ ตั้งขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 18 มีความเจริญทางศิลปวิทยาการ มีตัวหนังสือของตนเองใช้เรียกว่า "อักษรไทยยวน (ไทยโยนก)" เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา
5. อาณาจักรละโว้หรืออาณาจักรลพบุรี เป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 13 มีความเจริญรุ่งเรืองด้านพระพุทธศาสนา ได้รับเอาศิลปวัฒนธรรมแบบขอมเข้ามาผสมผสานเป็นลักษณะเฉพาะของลพบุรี เช่น พระปรางค์สามยอด ลพบุรี
6. อาณาจักรตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช เป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 เป็นศูนย์กลางการค้า และการปกครองแล้ว ยังมีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านพระพุทธศาสนา
7. อาณาจักรหริภุญชัย เป็นอาณาจักรอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ตั้งขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาทางภาคเหนือ
ประวัติศาสตร์กรุงสุโขทัย
การก่อตั้งกรุงสุโขทัย อาณาจักรสุโขทัยก่อตั้งขึ้นประมาณ พ.ศ. 1780 พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงพระนามเดิมว่า พ่อขุนบางกลางหาว ทรงสถาปนาสุโขทัยขึ้นมาสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับชนชาติไทย โดยขยายเขตการปกครองออกไปอย่างกว้างขวาง สุโขทัยเป็นราชอาณาจักรของชาติไทย อยู่ประมาณ 200 ปี จึงถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1981
กษัตริย์ของกรุงสุโขทัย
1. พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
2. พ่อขุนบานเมือง
3. พ่อขุนรามคำแหง
4. พระยาเลอไทย
5. พระยางั่วนำถม
6. พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย)
7. พระมหาธรรมราชาที่ 2
8. พระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสยลือไทย)
9. พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล)
การปกครองกรุงสุโขทัย
1. แบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์กับประชาชนมีความใกล้ชิดแบบเครือญาติ เรียกพระมหากษัตริย์ว่า พ่อขุน
2. แบบธรรมราชา พระมหากษัตริย์ เป็นแบบอย่างของธรรมราชา เรียกพระมหากษัตริย์ว่า พระมหาธรรมราชา
การจัดรูปแบบการปกครอง
1. การปกครองราชธานี กรุงสุโขทัยเป็นศูนย์กลางการปกครองในอาณาจักร
2. การปกครองส่วนภูมิภาค เป็นการปกครองเมืองต่าง ๆ ที่อยู่นอกเมืองหลวงออกไป แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
2.1 หัวเมืองชั้นใน (เมืองลูกหลวงหรือเมืองหน้าด่าน) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่รอบราชธานี ทั้ง 4 ทิศ
2.2 หัวเมืองชั้นนอก (เมืองพระยามหานคร) อยู่ไกลจากราชธานีมากกว่าเมืองลูกหลวง กษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระราชวงศ์หรือขุนนางชั้นสูงไปปกครองดูแลดินแดน
2.3 หัวเมืองประเทศราช เป็นเมืองที่อยู่ไกลราชธานีออกไปมาก เป็นเมืองของคนต่างชาติ ต่างภาษา ที่อยู่ใต้การปกครองของสุโขทัย
เศรษฐกิจสมัยสุโขทัย
1. เกษตรกรรม การเพาะปลูกเป็นอาชีพหลักของประชาชน ประชาชนที่ดินทำกินเป็นของตนเอง มีระบบชลประทานเข้าช่วยในการทำการเกษตร
2. หัตถกรรม เครื่องสังคโลก เป็นสินค้าส่งออกไปขายยังต่างประเทศ
3. พาณิชยกรรม ระบบการค้าแบบเสรีไม่เก็บภาษี
เงินตรา คือ เงินพดด้วง แบ่งออกเป็น สลึง บาท และตำลึง
ความเจริญทางศิลปวัฒนธรรม
1. ขนบประเพณี เป็นประเพณีที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา เช่น ประเพณีการบวช ทอดกฐิน การสร้างวัด เป็นต้น
2. ศาสนา พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท (หีนยาน) ลัทธิลังกาวงศ์ เป็นศาสนาประจำชาติ
3. ศิลปกรรม ส่วนใหญ่สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา สถาปัตยกรรมที่สำคัญ คือ เจดีย์ทรงกลมตามแบบอย่างลังกา เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือดอกบัวตูม
4. ภาษา และวรรณคดี พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 1826
ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
1. ความสัมพันธ์กับล้านนา และอาณาจักรพะเยา เป็นไมตรีกันตลอดมา
2. ความสัมพันธ์กับอาณาจักรมอญ มอญสวามิภักดิ์ต่อสุโขทัย ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เพราะทรงสนับสนุนมะกะโทราชบุตรเขยเป็นกษัตริย์
3. ความสัมพันธ์กับอาณาจักรนครศรีธรรมราช สุโขทัยรับเอาพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ มาจากลังกา โดยผ่านเมืองนครศรีธรรมราช
4. ความสัมพันธ์กับลังกา สุโขทัยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับลังกา ลังกาได้ถวายพระพุทธสิหิงค์แก่สุโขทัย
5. ความสัมพันธ์กับจีน สุโขทัยทำการค้ากับจีนมาเป็นเวลานาน จีนได้ส่งคณะฑูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย ซึ่งเป็นประโยชน์กับไทยทั้งการเมือง และการค้า
ความเสื่อมของกรุงสุโขทัย
1. การแย่งชิงราชสมบัติระหว่างเชื้อพระวงศ์ของสุโขทัยทำให้อำนาจการปกครองอ่อนแอลง
2. พระมหากษัตริย์ของสุโขทัยสมัยต่อมา ทรงสนพระทัยทางด้านศาสนามากกว่าการป้องกันประเทศ
3. อาณาจักรอยุธยา สถาปนาขึ้นทางตอนใต้ มีความเข้มแข็งมากขึ้น จึงผนวกอาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาเขตเดียวกัน
การปกครองสมัยอยุธยา
อาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจลงนั้น พระเจ้าอู่ทองผู้นำคนไทยที่อยู่บริเวณตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา พระองค์ไดรวบรวมผู้คนก่อตั้งราชธานีขึ้นที่บริเวณหนองโสน หรือบึงพระราม ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
การปกครองในสมัยอยุธยา
ภายหลังจากที่พระเจ้าอู่ทอง (พระรามาธิบดีที่ 1) สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแล้ว ระหว่างปี พ.ศ. 1893 จนถึง พ.ศ.2310 เป็นเวลา 417 ปี มีพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น 34 พระองค์ มี 5 ราชวงศ์คือ
1. ราชวงศ์อู่ทอง (พ.ศ. 1893 ถึง พ.ศ. 1952)
2. ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (พ.ศ. 1952 ถึง พ.ศ. 2112)
3. ราชวงศ์สุโขทัย (พ.ศ. 2112 ถึง พ.ศ. 2172)
4. ราชวงศ์ปราสาททอง (พ.ศ. 2172 ถึง พ.ศ. 2231)
5. ราชวงศ์บ้านพลูหลวง (พ.ศ. 2231 ถึง พ.ศ. 2310)
รูปแบบการปกครองในสมัยพระเจ้าอู่ทอง ถึง พระเจ้าสามพระยา
1. การปกครองส่วนกลาง (ภายในราชธานี) เป็นแบบจตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา
2. การปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ เมืองหน้าด่าน หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก หัวเมืองประเทศราช
การปกครองสมัยพระบรมไตรโลกนาถ
1. การปกครองส่วนกลาง แบ่งออกเป็น สมุหกลาโหม และสมุหนายก
2. การปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็น หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก เมืองประเทศราช
ลักษณะสังคมสมัยอยุธยา
1. พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงตำแหน่งสูงสุดในสังคม ทรงมีพระราชอำนาจเด็ดขาด
2. เจ้านาย เป็นชนชั้นสูงถัดจากพระมหากษัตริย์ลงมา
3. ขุนนางหรือข้าราชการ จะมีศักดินาตามตำแหน่ง และความรับผิดชอบของตน ลดหลั่นลงไป
4. ไพร่ คือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ตามกฎหมายนั้นชายฉกรรจ์ทุกคน ที่อยู่ในฐานะไพร่ จะต้องไปขึ้นทะเบียนสังกัดมูลนาย
5. พระสงฆ์ มีความสำคัญต่อสังคมมาก พระสงฆ์ยังเป็นตัวกลางเชื่อมโยงชนชั้นปกครองกับชนชั้นใต้การปกครองให้เข้ากันได้โดยอาศัยวัดเป็นศูนย์กลาง
6. ทาส เป็นบุคคลระดับต่ำในสังคมอยุธยา ไม่มีอิสระตกเป็นสมบัติของนายเงิน
สภาพทางเศรษฐกิจสมัยอยุธยา
เศรษฐกิจสมัยอยุธยาขึ้นอยู่กับการเกษตรกรรม คือ การทำนา และพืชผลอื่น ๆ
รายได้ของแผ่นดิน
1. จังกอบ คือ ภาษีผ่านด่านทั้งทางบก และทางน้ำ
2. อากร คือ การเก็บผลประโยชน์จากการประกอบอาชีพของราษฎร
3. ฤชา คือ ค่าธรรมเนียม ซึ่งเรียกเก็บจากราษฎร ที่มาใช้บริการของรัฐ เช่น ค่าธรรมเนียมในการออกโฉนดตราสาร หรือค่าปรับที่เรียกเก็บจากฝ่ายแพ้คดีความ
4. ส่วย คือ สิ่งของหรือเงินทดแทนแรงงานจากไพร่ที่ไม่ได้มาเข้าเวรรับราชการ
5. การค้ากับต่างประเทศ นอกจากการเก็บภาษีอากรภายในประเทศแล้ว กรมพระคลังยังมีรายได้จากการเก็บภาษีการค้ากับต่างประเทศอีก ได้แก่
- ภาษีสินค้าขาเข้า
- ภาษีสินค้าขาออก
- กำไรที่ได้จากการผูกขาดสินค้าของกรมพระคลังสินค้า
- การแต่งเรือสำเภาหลวงไปค้าขาย
ศิลปวัฒนธรรมไทยสมัยอยุธยา
วัฒนธรรมไทยในสมัยอยุธยา ได้รับอิทธิพลจากอินเดียเป็นส่วนใหญ่ โดยอินเดีย ถ่ายทอดมายังขอม แล้วไทยรับมาอีกต่อหนึ่ง โดยผสมผสานกับวัฒนธรรมเดิมในสมัยสุโขทัย
ศิลปะในสมัยอยุธยา
1. ในระยะแรกอิทธิพลของศิลปะแบบเขมรปรากฏชัดมาก ได้แก่การสร้างพระปรางค์ และพระพุทธรูปที่เรียกกว่าพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง
2. ศิลปะแบบสุโขทัยได้รับการฟื้นฟูในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ เช่น การสร้างเจดีย์รูปดอกบัวตูม การสร้างพระพุทธรูปที่เรียกว่าพระพุทธรูปสมัยอยุธยา
3. ศิลปะแบบจีน และแบบตะวันตกได้เผยแพร่เข้ามาในระยะหลัง สำหรับศิลปะแบบตะวันตกนั้น ปรากฏชัดมาก ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เช่น พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์
ด้านศิลปกรรม
1. สถาปัตยกรรม
- ศิลปะการก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นแบบขอม
- วัสดุที่นำมาใช้คล้ายคลึงกับในสมัยสุโขทัย
- การก่อสร้าง ในระยะเลียนแบบสมัยสุโขทัย แต่ต่อมาได้พัฒนาขึ้น เป็นแบบฉบับของสมัยอยุธยาโดยเฉพาะ
- ในระยะที่มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศ ได้เปลี่ยนเป็นการรับเอาศิลปะแบบตะวันตกเข้ามาบางอย่าง เช่น การสร้างพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ที่ลพบุรี
2. จิตรกรรม
- ภาพจิตรกรรมฝาผนัง
- ภาพเขียนบุคคล ภาพบ้านเรือนตามแบบจีน แต่ดัดแปลงให้เป็นศิลปะแบบไทย
3. ประติมากรรม
- การหล่อพระพุทธรูปสัมฤทธิ์
- การสร้างพระพิมพ์
4. ประณีตศิลป์
- เครื่องจำหลักไม้ ได้แก่ ประตูจำหลัก ธรรมาสน์ ตู้ใส่หนังสือลายรดน้ำ
- เครื่องมุก ได้แก่ บานประตูอุโบสถวัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก
- เครื่องถม ได้แก่ เครื่องถมเมืองนครศรีธรรมราช
- การร้อยกรอง ได้แก่ การร้อยดอกไม้เพื่อประดิษฐ์เป็นรูปต่าง ๆ เช่น รูปสัตว์ รูปโคม เป็นต้น
5. วรรณคดี
วรรณคดีที่สำคัญ ในระยะแรกมีหลายเรื่อง คือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ ลิลิตยวนพ่าย มหาชาติคำหลวง ลิลิตพระลอ
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
กวีที่สำคัญ คือ พระโหราธิบดี พระศรีมโหสถ ศรีปราชญ์ วรรณคดีที่สำคัญ ได้แก่ จินดามณี สมุทรโฆษคำฉันท์ อนิรุทธ์คำฉันท์ กำสรวลศรีปราชญ์
สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
กวีที่สำคัญ คือ เจ้าฟ้าธรรมนิเบศรฯ (เจ้าฟ้ากุ้ง) วรรณคดีที่สำคัญได้แก่ นันโทปนันทสูตรคำหลวง พระมาลัยคำหลวง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง กาพย์แห่เรือ ดาหลัง อิเหนา

ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรอยุธยากับต่างประเทศ
พม่า : ส่วนใหญ่เป็นการทำสงครามกัน ส่วนมากลักษณะของสงครามคือ พม่าเป็นฝ่ายยกทัพเข้ามารุกรานไทย และไทยเป็นฝ่ายตั้งรับ
ล้านนา : ส่วนใหญ่เป็นการทำสงครามกันโดยไทยต้องการขยายอาณาเขตไทยเคยรวบรวม อาณาจักรล้านนา มาไว้ในอาณาจักรหลายครั้ง แต่ในบางครั้งล้านนาก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า กัมพูชา ส่วนใหญ่เป็นการทำสงครามระหว่างกัน เพราะไทยมีนโยบายครอบครอง
กัมพูชา : กัมพูชาพยายามตั้งตัวเป็นอิสระ ไทยจึงต้องยกกองทัพไปปราบปรามอยู่บ่อยครั้ง
ลาว : ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาว เป็นไปในลักษณะของ "บ้านพี่เมืองน้อง" จุดมุ่งหมายที่ไทยกับลาวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันคือ เพื่อต่อต้านอำนาจของพม่า
ญวน : ไทยกับญวนมักจะมีเรื่องขัดแย้งกัน เพราะต่างมีอำนาจเท่าเทียมกัน และมักจะขยายอำนาจเข้ามาในดินแดนลาวกับกัมพูชา
มลายู : ไทยได้ขยายอำนาจไปยังเมืองมลายู หลังจากได้เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นหัวเมืองมลายู ส่วนที่ตกเป็นเมืองขึ้นของไทย ได้แก่ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู การปกครองหัวเมืองมลายูไทย ให้เจ้านายพื้นเมืองปกครอง ความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก
โปรตุเกส : โปรตุเกสเป็นชาติตะวันตกชาติแรก ที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับอยุธยา และทำสัญญาการค้าอย่างเป็นทางการ ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ชาวโปรตุเกส เคยอาสาสมัครเข้าช่วยรบในกองทัพไทย ส่วนทางด้านศิลปะวิทยาการต่าง ๆ ไทยยังได้เรียนรู้ศิลปะ และวิทยาการที่ชาวโปรตุเกสนำมาเผยแพร่เช่น การทำปืนไฟ การสร้างป้อมปราการ การฝึกทหารแบบตะวันตก การทำขนมฝรั่ง ฝอยทอง
สเปน : ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสเปน เริ่มขึ้นตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่าง กรุงศรีอยุธยา กับฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของสเปน
ฮอลันดา : ฮอลันดา ติดต่อกับประเทศทางตะวันออกก็เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าเป็นหลัก ไทยกับฮอลันดามีการทำสัญญาการค้าฉบับแรก ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม ความสัมพันธ์ ระหว่างไทยกับฮลลันดาไม่ค่อยราบรื่นนักในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เพราะฮอลันดาพยายามเรียกร้องผลประโยชน์ทางการค้าจากไทยมากเกินไป ความขัดแย้งกับฮอลันดาเป็นเหตุให้ไทยเริ่มผูกมิตรกับฝรั่งเศสแน่นแฟ้นขึ้นเพื่อถ่วงดุลกับฮอลันดา
อังกฤษ : อังกฤษเข้ามาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เพื่อเปิดสัมพันธ์ด้านการค้า และพยายามเรียกร้องสิทธิพิเศษทางการค้าต่าง ๆ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะถูกฮอลันดา คอยขัดขวางจึงได้ยกเลิกสถานีการค้าในเวลาต่อมา ในสมัยพระนารายณ์มหาราชไทยได้ ทำสงครามกับอังกฤษที่มะริดเพราะอังกฤษเรียกร้องให้ไทยรับผิดชอบเรือสินค้าอังกฤษ ถูกโจรสลัดปล้นแต่ไทยปฏิเสธการรับผิดชอบ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอังกฤษ จึงเสื่อมลง
ฝรั่งเศส : ฝรั่งเศส เป็นชาวตะวันตกชาติหลังสุดที่เข้ามาติดต่อกับอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ฝรั่งเศสมุ่งเผยแผ่คริสต์ศาสนา และฝ่ายไทยก็หวังให้ฝรั่งเศสเป็นตัวถ่วงดุลอำนาจกับฮอลันดาฝรั่งเศสได้ตั้งสถานีการค้าในอยุธยา ต่อมาฝรั่งเศสได้เปลี่นนโยบายเป็นการแสดงหาผลประโยชน์ทางการค้า และการเมืองควบคู่กัน ทำให้เกิคดวามขัดแย้งจนกลายเป็นการจลาจลระหว่างคนไทยกับกองทหารฝรั่งเศส ต่อมามีการขับไล่กองทหารฝรั่งเศสออกจากเมืองไทยได้สำเร็จ
การปกครองสมัยสุโขทัย
ระยะแรกปกครองแบบพ่อปกครองลูก สมัยสุโขทัยตอนปลายได้รับอิทธิพลจากขอมเชื่อว่ากษัตริย์คือ สมมติเทพ ทำให้กษัตริย์เพิ่มอำนาจมากขึ้นกว่าระยะแรก แต่ถูกจำกัดอำนาจโดยหลักทศพิธราชธรรม
สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
มีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยกษัตริย์มีอำนาจสูงสุดเพียงผู้เดียว ในแผ่นดิน แต่พระองค์ก็มิได้ทรงใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม เพราะทรงไว้ ซึ่งทศพิธราชธรรม ในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้เริ่มแนวคิดระบบประชาธิปไตยขึ้น แล้วคือ พระองค์ไม่ตั้งรัชทายาท แต่ให้ขุนนางข้าราชการเลือกผู้สมควรสืบราชสมบัติกันเอง ในรัชกาลที่ 4 ได้ริเริ่มยอมรับอารยธรรมตะวันตก มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อความอยู่รอดของบ้านเมืองในอนาคต
สมัยการปฏิรูปการปกครอง
ในสมัย รัชกาลที่ 5 ได้ปฏิรูปการปกครองบ้านเมืองหลายด้าน เช่น การให้ความเสมอภาคด้านการศึกษา การเลิกทาส เลิกระบบไพร่ ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ตลอดจนมีการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารบ้านเมืองทั้งส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่น
ในสมัย รัชกาลที่ 6 ได้สานต่อพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 5 ในการที่จะให้ประเทศไทยได้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยการจัดตั้ง "ดุสิตธานี" ขึ้น เพื่อทดลองจัดการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย
สมัยประชาธิปไตย
ในสมัย รัชกาลที่ 7 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร และความยินยอมพร้อมใจของพระมหากษัตริย์ และได้มีรัฐธรรมนูญฉบับแรก ใช้บังคับ เมื่อ 10 ธันยาคม พ.ศ. 2475
ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ระบอบประชาธิปไตยมากนัก จึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย ให้เป็นไปอย่างเชื่องช้า
สิทธิ และเสรีภาพ
สิทธิ หมายถึง อำนาจหรือประโยชน์อันชอบธรรมของบุคคล ซึ่งกฎหมายรับรอง และคุ้มครองให้ ผู้ใดจะมาขัดขวางมิได้
เสรีภาพ หมายถึง ความเป็นอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ตามสิทธิที่มีอยู่ แต่การกระทำนั้นจะต้องไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
1. เสรีภาพในร่างกาย บุคคลย่อมมีเสรีภาพในร่างกายของเราจะกระทำอย่างไร กับร่างกายของเราก็ได้
2. เสรีภาพในการนับถือศาสนา บุคคลย่อยมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนา
3. เสรีภาพในเคหสถาน บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถานเราสามารถจะทำอะไรก็ได้ตามความพอใจของเรา
4. สิทธิในทรัพย์สิน รัฐธรรมนูญได้กำหนดคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลได้ว่าบุคคลจะมีสิทธิในทรัพย์สินของเขา โดยจะมีกฎหมายกำหนดขอบเขตของสิทธิในทรัพย์สินเอาไว้ตั้งแต่เรื่องการได้มา ซึ่งสิทธิ
5. เสรีภาพในการศึกษาอบรม คนไทยทุกคนมีเสรีภาพในการที่จะเลือกรับ หรือให้การศึกษาอบรมได้ตามที่ต้องการ
6. เสรีภาพในการสื่อสาร พลเมืองไทยมีเสรีภาพที่จะติดต่อสื่อสารถึงกันได้
7. เสรีภาพในการเดินทาง ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเดินทางไปไหนมาไหน เมื่อไรก็ได้
8. เสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร นอกจากจะมีเสรีภาพในการเดินทางแล้ว พลเมืองไทยยังมีเสรีภาพที่จะเลือก เอาจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้านใดเป็นที่อยู่อาศัยก็ได้
9. สิทธิในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และความเป็นอยู่ ส่วนตัวทุกคนจะได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย
10. สิทธิของบุคคลในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพ และการแข่งขัน โดยเสรีอย่างเป็นธรรม
11. สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองในทางอาญา สิทธินี้เป็นสิทธิที่เกี่ยวกับคดีอาญา
12. เสรีภาพในการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา การสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
13. เสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ หรือหมู่คณะอื่น
14. สิทธิเสรีภาพในทางการเมือง มีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการที่จะมีส่วนร่วมในทางการเมือง
15. เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธพลเมืองไทยทุกหมู่เหล่าย่อมมีสิทธิที่จะมาร่วมชุมนุมกันโดยสงบ
16. สิทธิในการร้องทุกข์บุคคลใดก็ตามที่ได้รับความไม่เป็นธรรม
17. สิทธิฟ้องหน่วยราชการ หมายถึงการฟ้องร้องหน่วยราชการ ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ
การใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
1. ต้องเคารพต่อกฎหมาย และหลักแห่งความสงบเรียบร้อย
2. ต้องใช้สิทธิในทางที่จะไม่ก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่น
3. ต้องใช้สิทธิโดยสุจริต
หน้าที่ของพลเมืองในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
1. หน้าที่รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2. หน้าที่จะใช้สิทธิในการเลือกตั้งโดยสุจริต
3. หน้าที่ในการป้องกันประเทศ
4. หน้าที่ในการรับราชการทหาร
5. หน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
6. หน้าที่เสียภาษีอากร
7. หน้าที่ช่วยเหลือราชการ
8. หน้าที่ในการรับการศึกษาอบรม
9. หน้าที่รักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
สังคมประชาธิปไตย
ความเป็นมาของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ในการปกครองประเทศ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ ทรงใช้พระราชอำนาจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
หลักสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
1. อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
2. ยึดหลักเสรีภาพ
3. ยึดความเสมอภาค
4. ยึดหลักกฎหมาย
5. ผู้ปกครองประเทศหรือรัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง
ลักษณะของสังคมประชาธิปไตย
1. เคารพในสิทธิเสรีภาพ
2. เคารพในศักดิ์ศรี และความเท่าเทียมกันของมนุษย์
3. รักความยุติธรรมในสังคม
4. การใช้หลักเหตุผลตัดสินปัญหาข้อขัดแย้ง
5. การยึดมั่นในหลักการมากกว่าตัวบุคคล
คุณสมบัติที่สำคัญของสมาชิกในสังคมประชาธิปไตย
1. การยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย
2. การรู้จักใช้เหตุผล และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
3. การกล้าแสดงความคิดเห็น
4. การเคารพในสิทธิของผู้อื่น
5. การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
หลักธรรมทางศาสนา
หลักธรรมในพระพุทธศาสนา
สังคหวัตถุ 4เป็นธรรมอันเป็นหลักการในการสังคมสงเคราะห์มีหลักการ 4 ประการ คือ
1. ทาน หมายถึง การให้ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ทานแบ่งเป็น 2 ประเภท
1.1 อามิสทาน หมายถึง การให้วัตถุสิ่งของ
1.2 ธรรมทาง หมายถึง การให้ธรรม วิชาความรู้
2. ปิยวาจา หมายถึง การเจรจาด้วยถ้อยคำที่อ่อนหวาน
3. อัตถจริยา หมายถึง การบำเพ็ญประโยชน์ตามหน้าที่ของตน
4. สมานัตตตา หมายถึง ความรู้จักวางตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้
ทิศ 6 การปฏิบัติต่อบุคคล
1. ทิศเบื้องหน้า หมายถึง บิดามารดา
2. ทิศเบื้องขวา หมายถึง ครูอาจารย์
3. ทิศเบื้องซ้าย หมายถึง เพื่อน
4. ทิศเบื้องหลัง หมายถึง ภรรยา สามี บุตร
5. ทิศเบื้องบน หมายถึง พระสงฆ์ นักบวช
6. ทิศเบื้องล่าง หมายถึง คนงาน คนรับใช้
พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมของผู้ใหญ่ ผู้ครองเรือน นักปกครอง ได้แก่
1. เมตตา หมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข
2. กรุณา หมายถึง ความปรารถนาช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
3. มุทิตา หมายถึง การมีใจชื่นชมยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดี
4. อุเบกขา หมายถึง การวางใจเป็นกลาง มีใจยุติธรรม
หลักธรรมในศาสนาคริสต์
1. หลักเรื่องความรัก เน้นให้มนุษย์มีใจเมตตา ไม่เบียดเบียนกัน
2. หลักเรื่องการให้อภัย คือ สอนให้รู้จักให้อภัย เอาชนะศัตรูด้วยความเป็นมิตร
3. หลักบัญญัติ 10 ประการ
หลักธรรมในศาสนาอิสลาม
1. การปฏิญาณตน ได้แก่ การประกาศความเชื่ออย่างมั่นคงในพระอัลเลาะห์
2. การทำละหมาย หมายถึง การแสดงความเคารพต่อพระเจ้าทั้งทางร่างกาย และจิตใจ
3. การบริจาคทาน เป็นการบริจาคทานตามหลักศาสนา
4. การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน การถือศีลอดแสดงถึงพื้นฐานทางคุณธรรม และจริยธรรมโดยตรง
5. การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ เป็นการจาริกแสวงบุญไปประกอบศาสนกิจอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย
หลักธรรมสำคัญของศาสนา
หลักธรรมในพระพุทธศาสนา
เบญจศีล เป็นธรรมพื้นฐานของพระพุทธศาสนา มี 5 ประการ คือ
1. ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
2. ไม่ลักขโมยคงโกงผู้อื่น
3. ไม่ประพฤติผิดในกาม
4. ไม่พูดปด พูดยุยงให้ร้ายผู้อื่น
5. ไม่ดื่มสุรา และของมึนเมา
อริยสัจ 4 ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ คือ
1. ทุกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
2. สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์
3. นิโรธ ความดับทุกข์
4. มรรค ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
อิทธิบาท 4 หลักการสร้างความสำเร็จในชีวิตประกอบด้วยองค์ 4 คือ
1. ฉันทะ ความพอใจ
2. วิริยะ ความเพียรพยายาม
3. จิตตะ ความเอาใจฝักใฝ่
4. วิมังสา การหมั่นตริตรอง
วุฒิธรรม 4 กรรมวิธีในการพัฒนาชีวิต 4 ประการ คือ
1. สัปปุริสสังเสวะ การคบหาคนดีที่เป็นสัตบุรุษ
2. สัทธัมมัสสวนะ การฟังธรรมคำสั่งสอนของคนดี
3. โยนิโสมนสิการ การกระทำไว้ในใจด้วยอุบาย
4. ธัมมานุธัมมปฏิบัติ การปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม
ทิฎฐธัมมิกัตถประโยชน์ 4 หลักการสร้างตัว
1. อุฏฐานสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยความหมั่น
2. อารักขสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยการรักษา
3. กัลยาณมิตตตา ความมีเพื่อนเป็นคนดี
4. สมชีวิตา ความเป็นผู้รักจักเลี้ยงชีวิต

หลักธรรมของศาสนาคริสต์
1. หลักความรัก
2. หลักความซื่อสัตย์
3. หลักความสุภาพถ่อมตน
4. หลักการทำหน้าที่โดยไม่หวังถึงผลตอบแทน

หลักธรรมของศาสนาอิสลาม
1. การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
2. ความอดทน
3. การรักษาความสะอาดทางกาย
4. การแสวงหาความรู้
สมัยกรุงธนบุรี
สาเหตุการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2
1. ความไม่มั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นช่องทางให้เกิดการแย่งอำนาจ และโค่นราชบังลังก์บ่อย ๆ
2. การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในหมู่ข้าราชการ และเจ้านายชั้นสูงเพื่อเลื่อนฐานะทางสังคมของตนเรื่อย ๆ บ้านเมืองจึงเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัด
3. ความไม่มั่นคงของเสถียรภาพทางการเมือง เกิดจลาจลเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ของผู้มีอำนาจโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายมนเทียรบาล ซึ่งเป็นการบั่นทอนอำนาจ และความมั่นคงของอยุธยาเอง
4. การว่างเว้นศึกสงครามมานาน ทำให้ผู้คนหย่อนสมรรถภาพในการรบการกู้เอกราช
เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียเอกราชให้แก่พม่าครั้งที่ 2 พ.ศ.2310 พระยาตาก ซึ่งสามารถตีฝ่าวงล้อมของพม่าได้แล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังเมืองจันทบุรีได้รวบรวมกำลังคน และอาวุธพร้อมแล้ว พระยาตากได้ยกทัพเรือมาที่เมืองธนบุรี จับนายทองอิน ซึ่งพม่าแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาเมืองธนบุรีไปประหารต่อจากนั้นจึงยกไปตีค่ายโพธิ์สามต้นที่กรุงศรีอยุธยาสามารถขับไล่พม่าออกจากกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จภายใน 7 เดือน
เมื่อกู้เอกราชได้แล้ว พระยาตากได้ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ขึ้นครองราชสมบัติ ทรงตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรี พระองค์ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 เจ้ากรุงธนบุรี" ต่อมาภายหลังได้มีการตกลงให้เรียก พระนามว่า "สมเด็จพระเจ้าตากสิน กรุงธนบุรี"
การปกครองในสมัยธนบุรี
การปกครองสมัยธนบุรี ยึดถือแบบการปกครองของกรุงศีรอยุธยาตอนปลาย ตามที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางระเบียบพอสรุปได้ดังนี้คือ
1. การปกครองส่วนกลาง พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจสูงสุด ในการบริหารราชการแผ่นดิน มีอัครเสนาบดี 2 ตำแหน่ง ได้แก่ สมุหนายก ดูแลราชการทั้งฝ่ายทหาร และพลเรือนในหัวเมืองฝ่ายเหนือสมุหกระกลาโหม เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเท่านั้น และมีตำแหน่งจตุสดมภ์ 4 ฝ่าย ขึ้นตรงต่อสมุหนายก
2. การปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ
2.1 หัวเมืองชั้นใน ได้แก่ เมืองที่อยู่รอบ ๆ นครมีหัวหน้าปกครองเรียกว่า "ผู้รั้ง"
2.2 หัวเมืองชั้นนอก ได้แก่ หัวเมืองที่อยู่นอกเขตราชธานี จะแบ่งตามขนาดความสำคัญออกเป็นเมือง ชั้น เอก โท ตรี จัตวา ตามลำดับ ในแต่ละเมือง จะมีเจ้าเมือง และกรมการเมืองเป็นผู้ปกครอง
3. หัวเมืองประเทศราช ได้แก่ เมืองเชียงใหม่ ล้านช้างเขมร และนครศรีธรรมราช ให้เจ้านายของหัวเมืองเหล่านั้นจัดการปกครองกันเอง แต่ต้องส่งบรรณาการมาถวายตามปกติ 3 ปีต่อครั้ง และในยามที่เกิดศึกสงคราม ต้องส่งกองทัพมาช่วย
เศรษฐกิจในสมัยธนบุรี
อยู่ในภาวะตกต่ำอย่างยิ่ง ขาดแคลนข้าวปลาอาหาร การทำไร่นาหยุดชะงัด ธรรมชาติซ้ำเดิม ผู้คนอดอยากล้มตาย มีการปล้นสะดมแย่งชิงอาหารกันอยู่ทั่วไป ทั้งนี้เพราะสาเหตุดังนี้
1. บ้านเมืองมีศึกสงครามโดยตลอด ประชาชนจึงไม่มีโอกาสประกอบอาชีพ
2. การทำนาไม่ค่อยได้ผลในระยะที่ตั้งเมืองหลวงใหม่ ๆ
3. ขาดแคลนแรงงาน เพราะถูกพม่ากวาดต้อนไปคราวเสียกรุงศรีอยุธยาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งต้องออกศึกสงคราม
4. พ่อค้าต่างชาติไม่กล้าเสี่ยงอันตรายเข้ามาค้าขาย เพราะระยะแรก ๆ กรุงธนบุรีมีสภาพไม่มั่นคงทางการเมือง
สภาพสังคมทั่วไป
สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงฟื้นฟูระบบไพร่ขึ้นใหม่ โดยให้มีกฎเกณฑ์บางประการที่เข้มงวดขึ้น โดยมีการสักชื่อเมือง และชื่อมูลนายไว้ที่ข้อมือไพร่ เพื่อประโยชน์ในการเกณฑ์แรงงาน และป้องกันการสูญหาย
ศาสนา
สมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดฯ ให้สร้าง และบูรณะวัดเป็นจำนวนมาก เลือกพระสงฆ์ที่ทรงคุณธรรมเป็นพระราชาคณะ การศาสนาโดยทั่วไปจึงรุ่งเรืองขึ้น แต่ต้องเสื่อมลงในปลายรัชกาล เนื่องจากพระองค์เข้าใจว่าพระองค์บรรลุโสดาบัน แล้วบังคับให้พระสงฆ์กราบไหว้พระสงฆ์
ศิลปวัฒนธรรม
ลักษณะของศิลปะในธนบุรี มีรูปแบบเช่นเดียวกันในสมัยอยุธยาแต่ขาดแคลน ช่างฝีมือที่จะสร้างสรรค์ศิลปกรรม นอกจากนี้ในสมัยธนบุรียังมีศึกสงครามเกือบตลอดเวลา ผลงานที่สำคัญคือ
1. สถาปัตยกรรม ได้แก่ พระราชวังเดิม
2. จิตรกรรม ได้แก่ สมุดภาพไตรภูมิ
3. ประติมากรรม ได้แก่ พระแท่นบรรทมของสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระแท่นประทับเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
4. วรรณกรรม ได้แก่ กลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์ลิลิตเพชรมงกุฎ อิเหนาคำฉันท์ โคลงยอพระเกียรติพระเจ้าตากสิน
5. การละคร ละครที่มีชื่อเสียงคือ ละครหญิงของเจ้านครศรีธรรมราช มักเล่นเรื่องรามเกียรติ์ และอิเหนา
ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
มักปรากฏในรูปการทำสงครามเป็นส่วนใหญ่ แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ
1. สงครามเพื่อป้องกันอาณาจักร เป็นสงครามที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานของพม่า
2. สงครามขยายอาณาเขต ได้แก่ สงครามกับเขมร และสงครามกับลาว
สมัยรัตนโกสินทร์
การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์
หลังจากที่สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ก็ได้ย้ายราชธานีจากธนบุรี มายังฝั่งกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2325 ด้วนเหตุผล 3 ประการ คือ
1. พระราชวังเดิมที่กรุงธนบุรีมีขนาดเล็ก ตั้งอยู่ระหว่างวัดไม่อาจขยายออกไปได้
2. ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านธนบุรีเป็นเขตน้ำเซาะตลิ่งพังได้ง่าย
3. ฝั่งทางด้านกรุงเทพฯ มีพื้นที่กว้างขวางสามารถขยายตัวเมืองออกไปได้
การเมืองการปกครอง
การปกครองสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คงถือตามแบบธนบุรี และอยุธยา พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจสูงสุดตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปกครองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
1. การปกครองส่วนกลาง พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจสูงสุด มีตำแหน่งวังหน้า (สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานภิมุข) เป็นผู้ช่วยราชการตลอดจนมีขุนนางผู้ใหญ่ 2 ตำแหน่ง คือ สมุหนายก และสมุหพระกลาโหม ประกอบกับเสนาบดีอีก 4 ตำแหน่ง คือ นครบาล ธรรมาธิกรณ์เกษตรราชิการ และโกษาธิบดี ทำหน้าที่รับสนองพระบรมราชโองการไปปฏิบัติ
2. ปกครองส่วนภูมิภาค จัดแบ่งการปกครองออกเป็นเมือง แขวง ตำบล และหมู่บ้าน
3. การปกครองหัวเมืองประเทศราช โปรดฯ ให้เจ้านายพื้นเมืองปกครองกันเอง แต่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายตามกำหนดหัวเมืองประเทศราชได้แก่ เชียงใหม่ ล้านช้าง มลายู
ด้านยุติธรรม
รัชการที่ 1 โปรดให้รวบรวมกฎหมายเก่าสมัยอยุธยามาชำระแก้ไขตัดทอน เพิ่มเติมตามความเหมาะสมเพื่อให้เป็นระเบียบแบบแผน และเป็นธรรมเก่าราษฎร แล้วคัดลอกเป็นกฎหมายฉบับหลวง 3 ชุด ทุกชุดประทับตรา คชสีห์ ราชสีห์ และบัวแก้ว จึงเรียกว่า "กฎหมายตราสามดวง" และใช้เป็นระเบียบปฏิบัติมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5
ด้านเศรษฐกิจ
กรมพระคลังสินค้า เป็นหน่วยงานที่สำคัญ มีหน้าที่ดังนี้ คือ
- ควบคุมสินค้าเข้า และสินค้าออก
- กำหนดราคาสินค้า
- เลือกซื้อสินค้าที่เป็นความต้องการของตลาด
- ผูกขาดการค้า
รายได้ และผลประโยชน์ของแผ่นดิน
รายได้ของแผ่นดินได้มาจากการค้า และการเก็บภาษีอาการ
- รายได้จากการค้าขายทั้งภายใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะการค้าขายกับจีน มีมากในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
- รายได้จากการเดินสวยเดินนา เพื่อเก็บภาษีอากรจากราษฎรที่ประกอบอาชีพทำนาทำสวน
- รายได้จากการเก็บภาษีอากร ซึ่งแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ
จังกอบ หมายถึง ค่าผ่านด่าน
อากร หมายถึง การเก็บภาษีจากราษฎรที่มิได้ประกอบอาชีพค้าขาย
ฤชา หมายถึง ค่าธรรมเนียมในการบริการ
ส่วย หมายถึง เงินหรือสิ่งของแทนการเข้าเวรของไพร่
ด้านการฟื้นฟูศาสนา
ในสมัย รัชกาลที่ 1 ได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้น ณ วัด มหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฎ์ นับเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 9 เรียกว่าพระไตรปิฎกฉบับทองใหญ่
- การสร้าง และปฎิสังขรณ์วัดต่าง ๆ หลายวัด ได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดสระเกศ
ในสมัย รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าให้มีการฟื้นฟูพระราชพิธีวันวิสาขบูชา
ในสมัย รัชกาลที่ 3 ทรงสร้าง และปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ และในสมัยนี้เจ้ามงกุฎ ซึ่งทรงผนวชอยู่ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) ทรงจัดตั้งคณะสงฆ์นิกายใหม่ขึ้น คือ ธรรมยุติกนิกาย
ด้านศิลปกรรม
งานด้านศิลปกรรมผลงานส่วนใหญ่เกิดจากศรัทธาในพระพุทธศาสนา และความเลื่อมใสในพระมหากษัตริย์ ศิลปกรรมที่สำคัญ คือ
สถาปัตยกรรมได้แก่ การสร้างพระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 ในสมัยรัชกาลที่ 2 พระองค์ทรงแกะสลักลายจำหลักบานประตูพระวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม และในสมัยรัชกาลที่ 3 มีการสร้างโลหะปราสาทที่วัดราชนัดดา
วรรณกรรม มีความเจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้ชื่อว่ายุคทองแห่งวรรณกรรม และกาพย์กลอนมีกวีที่สำคัญ ได้แก่ สมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์เรื่องลิลิตตะเลงพ่าย สมุทรโฆษคำฉันท์ สุนทรภู่ แต่งเรื่องพระอภัยมณี พระไชยสุริยา
จิตรกรรม จิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์ วิหาร และวัดต่าง ๆ เช่น ภาพเขียนในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ฝาผนังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
สังคมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
โครงสร้างของสังคมในสมัยรัตนโกสินทร์ คล้ายคลึงกับสมัยอยุธยา คือ แบ่งเป็นชนชั้นปกครอง และชนชั้นใต้การปกครอง มีรายละเอียดดังนี้
1. พระมหากษัตริย์ เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของสังคม
2. พระบรมวงศานุวงศ์หรือเจ้านาย เป็นชนชั้นที่มีการสืบสายเลือด และมีการลดชั้นเป็นลำดับ
3. ขุนนาง เป็นชนชั้นที่มีอำนาจ เกียรติยศ และอภิสิทธิ์ต่าง ๆ มาก และกลายเป็นกลุ่มที่มีกำลังสำคัญต่อเสถียรภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์
4. ไพร่ หมายถึง ราษฎรทั่วไปทั้งชาย และหญิง เป็นชนชั้นที่มีจำนวนมากที่สุดของสังคม
ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
เขมร
ในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้เกิดการรบพุ่งแย่งชิงอำนาจในเมืองเขมร รัชกาลที่ 1 โปรดฯ ให้ยกทัพไปจัดการ และแบ่งเขมรออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ส่วนหนึ่งให้เจ้านายเขมรปกครอง อีกส่วนหนึ่งให้ขุนนางไทยปกครองต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 กษัตริย์เขมรได้ไปฝักใฝ่กับญวน ความสัมพันธ์กับไทยจึงเสื่อมลงตามลำดับ จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ญวนมีนโยบายเข้าปกครองกับกัมพูชาโดยตรง ไทยกับญวนจึงต้องทำสงครามในดินแดนเขมรเป็นเวลานานถึง 14 ปี
ลาว
ลาวเป็นส่วนหนึ่งของไทย และได้ส่งเครื่องบรรณาการมาถวายด้วยดีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์แห่งอาณาจักร ลาวก่อการกบฏ ผู้ยกทัพมารุกรานหัวเมืองทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของไทยแต่ถูกไทยตีแตกพ่ายไป การทำสงครามในครั้งนั้นทำให้ไทยมีวีรสตรีอีกท่านหนึ่งคือ คุณหญิงโม หรือท้าวสุรนารี
มลายู
ในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อเกิดสงครามเก้าทัพ พระองค์โปรดฯ ให้กรมพระราชวังบวรไปปราบปรามหัวเมืองมลายู หัวเมืองอื่น ๆ ทางภาคใต้การปกครองหัวเมืองมลายู ต้องประสบความยุ่งยากหลายครั้ง เพราะมีการก่อกบฎอยู่เสมอ จึงโปรดฯ ให้ปกครองหัวเมืองมลายูอย่างใกล้ชิด ในฐานะเมืองประเทศราช
ล้านนา
ความสัมพันธ์กับอาณาจักรล้านนา ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นไปอย่างแน่นแฟ้น เนื่องมาจากอาณาจักรล้านนาถูกพม่ารุกรานบ่อยครั้ง และไทยได้ส่งกำลังไปช่วยเหลือ โดยถือว่าอาณาจักรล้านนาเป็นส่วนหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์
นโยบายต่อประเทศตะวันตก
ในสมัย รัชกาลที่ 1 โปรตุเกสส่งทูตเข้ามาเจริญไมตรีเป็นชาติแรก นอกจากนี้ยังมีชาวอังกฤษ และชาวฝรั่งเศลเข้ามาติดต่ออีกด้วย
ในสมัย รัชกาลที่ 2 โปรตุเกสได้ส่ง คาร์ลอส มานูเอล เดอ ซิล เวรา เป็นทูตเข้ามาเจริญไมตรี และขอทำการค้า การค้าระหว่างไทยกับโปรตุเกสจึงมีความก้าวหน้าขึ้น
ในสมัย รัชกาลที่ 3 ไทยได้ทำสัญญาทางไมตรี และการค้าที่สำคัญกับอังกฤษที่เรียกว่า สนธิสัญญาเบอร์นี ในปี พ.ศ. 2369 โดยมีสาระสำคัญดังนี้ คือ
- ไทยกับอังกฤษจะรักษาไมตรีต่อกัน
- อังกฤษขอความช่วยเหลือจากไทยเพื่อรบกับพม่า
- ในด้านการเก็บภาษีการค้า ให้เก็บตามความกว้างของปากเรือที่เรียกว่า "ภาษีปากเรือ"
- อังกฤษขอทำความตกลงกับไทยเกี่ยวกับหัวเมืองไทรบุรี และมลายู
การพัฒนาทางด้านการเมืองการปกครองสมัยรัชกาลที่ 4
1. การพัฒนาทางด้านความยุติธรรมที่สำคัญ ได้แก่
- เปิดโอกาสให้ราษฎรได้ถวายฎีการ้องทุกข์ได้สะดวก
- การปรับปรุงกฎหมาย และการศาลในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยังใช้กฎหมายตราสามดวง แต่ยังขาดความยุติธรรม และยุ่งยากในการปฏิบัติ รัชกาลที่ 4 จึงตราพระราชกำหนดกฎหมายใหม่
2. การพัฒนาขนบธรรมเนียมประเพณีที่ล้าหลังให้ทันสมัยที่สำคัญ ได้แก่
- โปรดให้ข้าราชการขุนนางสวมเสื้อขณะเข้าเฝ้า
- โปรดให้ชาวต่างประเทศได้มีโอกาสเข้าเฝ้าในงานพระราชพิธีที่สำคัญอย่างใกล้ชิด
- โปรดให้ราษฎรไทยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์อย่างใกล้ชิด
3. การพัฒนาทางด้านการเมืองการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5
การปฏิรูปการปกครอง และการบริหารประเทศ
1. จัดตั้งสภาที่ปรึกษาพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อช่วยกลั่นกรองให้กฎหมายนั้น สนองผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ในปี พ.ศ. 2417 พระองค์จึงโปรดให้จัดตั้งสภาขึ้น 2 สภา
- สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (Council of State) ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษา และความคิดเห็นต่าง ๆ
- สภาองคมนตรี (Privy Council) ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายเป็นสำคัญ
2. การปฏิรูปการบริการราชการส่วนกลางการปกครอง
- จัดแบ่งหน่วยราชการเป็นกรมต่าง ๆ 12 กรม ในตอนหลังได้เปลี่ยนคำเรียก กรม เป็น กระทรวง การปกครองส่วนภูมิภาค
- ยกเลิกการจัดหัวเมืองที่แบ่งเป็นเมืองชั้นนอก โท ตรี และจัตวา เปลี่ยนการปกครองเป็นแบบ "เทศาภิบาล"
- โปรดให้รวมเมืองหลายเมืองเป็นมณฑลมี "ข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครอง ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย แบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัด (เมือง) อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน การปกครองส่วนท้องถิ่น

ในปี พ.ศ 2440 ได้จัดตั้ง เทศบาล และสุขาภิบาล ได้เริ่มจัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพ ฯ ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อทำหน้าที่รักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย สำหรับการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่น ในรูปแบบสุขาภิบาลในต่างจังหวัด ได้เริ่มจัดตั้งเป็นครั้งแรกที่ตำบลท่าฉลอมจังหวัดสมุทรสาคร
การพัฒนาทางด้านการเมืองการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 6
- ส่งเสริมความคิดชาตินิยม
- ทรงมีพระราชดำรับย้ำถึงความสามัคคี ปลุกใจชาวไทยให้เกิดความรักชาติอยู่เสมอ ๆ
- ทรงจัดตั้งกองเสือป่า และลูกเสือ เพื่อกระตุ้นเยาวชนให้เกิดความรักชาติ
- ทรงประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงประจำชาติส่งเสริมระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
- สร้างเมืองจำลองขึ้นเพื่อทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตยเรียกชื่อว่า "ดุสิตธานี"
- ตั้งกระทรวงทหารเรือ จัดตั้งกองบิน และสร้างสนามบินขึ้นเป็นครั้งแรก
- ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์เป็นครั้งแรกการพัฒนาทางด้านการเมืองการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 7
- จัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภา ทรงทำหน้าที่วินิจฉัยข้าราชการ และถวายความเห็นต่อพระเจ้าอยู่หัว
- องคมนตรีสภา ทำหน้าที่พิจารณาถวายความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมาย และที่จะออกใหม่
- เสนาบดีสภา ทำหน้าที่ในการถวายคำปรึกษาหารือแด่พระเจ้าอยู่หัวการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
1. อิทธิพลทางความคิดทางการเมือง จากประเทศตะวันตกโดยมีกลุ่มนักศึกษาไทยในยุโรปเป็นผู้นำ
2. ความไม่พอใจในนโยบาย แก้ไขเศรษฐกิจตกต่ำของรัฐบาล
3. บทบาทของหนังสือพิมพ์ ในการเผยแพร่ แนวความคิดการปกครองระบอบประชาธิปไตย
4. ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ เช่น ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทหารที่ได้รับการศึกษาสมัยใหม่ กับกลุ่มทหารที่เป็นพระราชวงศ์ เป็นต้น

คณะผู้ก่อการ ซึ่งเรียกว่า "คณะราษฎร" ประกอบด้วย ทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน มีหัวหน้าคือ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้เข้ายึดอำนาจ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ 2475 ขณะที่รัชกาลที่ 7 เสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นแก่ความสงบสุขของประชาราษฎร และมีพระราชดำริที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองอยู่แล้วจึงทรงยอมรับเป็นพระมหากษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมนูญแบบชั่วคราวเป็นหลักในการปกครองประเทศ และต่อมาคือในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ก็ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร

การพัฒนาเศรษฐกิจแบบสมัยใหม่
ปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไปสู่แบบสมัยใหม่
1. ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ของยุโรป
2. ความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม
3. การปฏิวัติอุตสาหกรรม
4. ความก้าวหน้าทางด้านการคมนาคมขนส่ง
5. ความเหมาะสมของประเทศไทยในฐานะเป็นตลาดระบายสินค้ายุโรป
6. รัฐบาลไทยถูกอังกฤษบีบบังคับให้ยอมรับเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจสมัยใหม่
สาระสำคัญของสนธิสัญญาเบาว์ริง ระหว่างไทยกับอังกฤษ พ.ศ. 2398
1. พ่อค้าอังกฤษเข้ามาค้าขายได้โดยเสรี ไม่ต้องผ่านคนกลาง
2. ไทยเก็บภาษีขาเข้าได้ไม่เกินร้อยละ 3 สำหรับสินค้าขาออกใช้อัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดต่อท้ายสัญญา
3. ไทยให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้แก่คนในบังคับของอังกฤษ
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของไทยหลังทำสนธิสัญญาเบาว์ริง
1. การเปลี่ยนแปลงสินค้าหลักที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศ
- ข้าว กลายเป็นสินค้าที่นานชาติต้องการมาก
- ไม้สัก เป็นสินค้าที่ส่งไปขายยังยุโรป และอินเดีย
- ดีบุก มีนายทุนชาวยุโรป เช่น อังกฤษ เดนมาร์ก สนใจมาลงทุนขุดแร่ดีบุกทางใต้ แล้วส่งไปถลุงที่สิงคโปร์
- ยางพารา กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ
2. การพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม
- โรงสีไฟ มีการตั้งโรงสีโดยใช้เครื่องจักรไอน้ำ
- โรงเลื่อย มีการตั้งโรงเลื่อยใช้ทำเครื่องจักรไอน้ำ
- โรงหล่อ มีการจัดตั้งโรงหล่อ แบบสมัยใหม่
- โรงงานน้ำตาลทรายหรือโรงหีบ
- อู่ต่อเรือแบบใหม่ มีการต่อเรือกลไฟหลายลำ
3. การพัฒนาทางด้านการค้า และเงินตรา
- รัชกาลที่ 4 ใช้เงินพดด้วงเป็นหลัก ต่อมาให้เหรียญกษาปณ์
- รัชกาลที่ 5 ประกาศใช้ธนบัตร และตั้งกรมธนบัตร ขึ้นกับกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เพื่อทำหน้าที่ในการออกธนบัตร และต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงหน่วยเงินตราครั้งใหม่ โดยยกเลิกเงินตราแบบเก่าโดยสิ้นเชิง และประกาศกำหนดหนึ่งบาทเท่ากับ 100 สตางค์
4. การพัฒนาทางด้านการธนาคาร
- ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดตั้งธนาคารของเอกชนไทยขึ้นเป็นครั้งแรก คือ แบงก์สยามกัมมาจล (ปัจจุบันคือ ธนาคารไทยพาณิชย์)
- ในปี พ.ศ. 2455 จัดตั้งธนาคารของรัฐบาล คือ ธนาคารออมสิน สนับสนุนให้ราษฎรออมทรัพย์
5. การพัฒนาระบบการเก็บภาษีอากร
- ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการลดหย่อนอัตรา ค่าภาษีบางประเภทแต่มีการเก็บภาษีประเภทใหม่ ๆ เช่น อากรสมพัตสร
- อากรสวน เช่น ทุเรียน ในสมัยรัชกาลที่ 3 เก็บต้นละ 4 บาท ในสมัยรัชกาลที่ 4 เก็บต้นละสลึงเฟื้อง
- อากรนา ในสมัยรัชกาลที่ 3 รัฐบาลเก็บค่านาปักดำ และนาหว่านเท่ากันคือไร่ละ 2 ถัง ในสมัยรัชกาลที่ 4 เก็บภาษีเฉพาะพื้นที่ที่ทำนาได้ และลดค่าอากรลงมาเหลือเพียงไร่ละ 4 สลึงเท่านั้น การพัฒนาระบบการเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 5
- จัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ เมื่อปี พ.ศ. 2416 ทำหน้าที่รวบรวมเงินภาษีอากรทั่วประเทศ เพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศ
- จัดตั้งงบประมาณแผ่นดินเป็นครั้งแรก
6. การส่งเสริมการทำนา
- คัดพันธุ์ข้าวที่ดีมาให้ราษฎรปลูก
- การจัดให้มีการประกวดพันธุ์ข้าวเป็นครั้งแรกที่เมืองธัญบุรี
- มีการนำเครื่องจักรมาไถนา เป็นครั้งแรกการพัฒนาทางด้านชลประทาน
- ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการขุดคลอง เพื่อเป็นแนวป้องกันพระนครชั้นนอก และเพื่อสะดวกในการคมนาคม
- ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการขุดคลองเพื่อการเกษตร และการคมนาคมขนส่ง
7. การพัฒนาทางด้านการคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร และสาธารณูปโภค
- ในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างถนนเจริญกรุง ถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร ถนนสีลม และถนนพระรามที่ 4
- ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถนนที่ตัดขึ้นใหม่ เช่น ถนนสุรวงศ์ ถนนสี่พระยา ถนนเยาวราช ถนนราชดำเนินกลาง ถนนราชดำเนินนอก ถนนดินสน ถนนบูรพา เป็นต้น
- ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีรถราง รถไฟ
- ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงมีนโยบายกิจการเดินรถไฟทั่วประเทศ
- ในปี พ.ศ. 2426 โปรดให้ตั้งกรมไปรษณีย์เป็นครั้งแรกเพื่อบริการรับส่งจดหมาย
การปฏิรูปทางสังคม
ในสมัยรัชกาลที่ 5
การเลิกทาส ใน พ.ศ. 2448 จึงโปรดให้ตราพระราชบัญญัติทาส ร.ศ. 124 ขึ้นใช้บังคับทั่วประเทศ
การเลิกไพร่ โปรดให้ยกเลิกไพร่ พ.ศ. 2448 มีการออกพระราชบัญญัติลักษณะการเกณฑ์ทหาร กำหนดใช้ชายฉกรรจ์ทุกคนที่มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์จะต้องรับราชการเป็นทหาร
การปฏิรูปการศึกษา ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดให้ตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในบริเวณพระบรมมหาราชวัง ส่วนโรงเรียนที่ตั้งขึ้นสำหรับบุตรหลานราษฎรทั่วไปแห่งแรก คือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม
ในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดให้ขุนนางสวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้า ทรงอนุญาตให้ทูตต่างชาติยืน และทำความเคารพ ตามแบบชาติตะวันตก
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงกำหนดให้มีเครื่องแบบของทหาร และพลเรือนเปลี่ยนทรงผมชายหญิงให้เหมาะสม ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 เริ่มมีการใช้นามสกุล กำหนดคำนำหน้านามสตรี และเด็ก เป็น นาง นางสาว เด็กชาย เด็กหญิง ใช้ธงไตรรงค์แทนธงช้างเผือก
การปรับปรุงด้านการคมนาคม
มีการตัดถนน และการสร้างทางรถไฟ ทางรถไฟสายแรกเป็นของเอกชน คือ สายกรุงเทพฯ – สมุทรปราการ สำหรับทางรถไฟของรัฐบาลสายแรก คือ กรุงเทพฯ – นครราชสีมา หลังจากนั้นก็ได้มีการสร้างทางรถไฟเพิ่มมากขึ้น
การติดต่อกับประเทศตะวันตก
1. สถานการณ์ก่อนการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ในตอนต้นสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีพวกหมอสอนศาสนาเดินทางเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนา และยังนำวิทยาการตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ด้วย เช่น หมอบรัดเลย์ มีบทบาทในด้านการรักษาโรคตามวิชาการแพทย์ สมัยใหม่ทำการออกหนังสือพิมพ์ ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือแบบตะวันตกขึ้น
2. การทำสนธิสัญญากับประเทศตะวันตก เพื่อลดการคุกคามจากชาติมหาอำนาจ
ในสมัยรัชกาลที่ 4 อังกฤษ ส่ง เซอร์ จอห์น เบาร์ริง เข้ามาเจรจาทำสนธิสัญญากับไทย เรียกว่า สนธิสัญญาเบาว์ริง ใน พ.ศ. 2398 เป็นสนธิสัญญาไม่เสมอภาค โดยไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบอังกฤษอย่างชัดเจนเพราะทำให้ไทยขาดอำนาจอธิปไตยทั้งทางการศาล และการค้า
การเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส และอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5
ในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ได้เสียดินแดนทั้งหมด 7 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ในสมัยรัชกาลที่ 4 เสียเขมรส่วนนอกแก่ฝรั่งเศสใน พ.ส. 2410
ครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2430 ไทยต้องสละแคว้นสิบสองจุไทย และหัวพันทั้งห้าทั้งหกให้ฝรั่งเศล
ครั้งที่ 3 ใน พ.ศ. 2435 ไทยเสียดินแดนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวินให้อังกฤษ
ครั้งที่ 4 ใน พ.ศ. 2436 เสียดินแดนลาวส่วนใหญ่ หรือดินแดนลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแก่ฝรั่งเศส
ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2446 เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส
ครั้งที่ 6 ใน พ.ศ. 2449 เสียดินแดนมณฑลบูรพาให้ฝรั่งเศลแลกเมืองตราดคืน
ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2451 เสียหัวเมืองมลายูให้อังกฤษ
การปกครองในสมัยปัจจุบัน
การเมืองการปกครองของไทยระหว่าง พ.ศ. 2475 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2
พระยามโนปกรณ์นิติธาดานายกรัฐมนตรี บริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2475 ไปได้เพียง 2-3 เดือน ก็ได้เกิดความขัดแย้ง ในหมู่คณะรัฐมนตรี และคณะราษฎรด้วยเรื่องการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ความขดัแย้งถึงขั้นรุนแรงจะนำไปสู่การประกาศพระพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร
การปลุกความคิดชาตินิยม พันเอกหลวงพิบูลสงคราม ซึ่งเป็นผู้ที่มีความคิดชาตินิยมอยู่แล้ว จึงดำเนินนโยบายสร้างชาติไทยให้เข้มแข็งก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลของพันเอกหลวงพิบูลสงคราม ได้ประกาศนโยบายดังนี้ คือ
- ส่งเสริมการทำสวนครัว เลี้ยงสัตว์ ผลิตเครื่องใช้ด้วยตนเอง
- ชักจูงโฆษณาให้คนไทย ใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ รัฐบาลประกาศคำขวัญว่า ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ
- ส่งเสริมให้คนไทยประกอบอาชีพค้าขาย และสงวนอาชีพบางอย่างห้ามคนต่างด้าวทำ
- ตั้งกรมโฆษณาการ เพื่อทำหน้าที่ปลุกใจประชาชน โฆษณาถึงความรักชาติ ให้เชื่อฟังผู้นำ โดยใช้คำขวัญ "เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย"
การเมืองการปกครองของไทยช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
1. การประกาศสถานการณ์ความเป็นกลางของไทยในช่วงแรกของสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยประกาศยืนยันนโยบายเป็นกลางอย่างเคร่งครัด
2. การประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร นายปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่เห็นด้วยกับการประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร จึงมิได้ลงนามในคำประกาศสงคราม
3. บทบาทของขบวนการเสรีไทย นายปรีดี พนมยงค์ จัตั้งขบวนการเสรีไทย ใช้รหัสย่อว่า x.o Group รวบรวมคนไทย ซึ่งมีอุดมการณ์ตรงกันคือ ความมุ่งหมายในการขับไล่ญี่ปุ่นให้ออกไปจากผืนแผ่นดินไทย
การเมืองการปกครองของไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 – พ.ศ.2500
1. การแก้ปัญหาเนื่องจากไทยอยู่ในฐานะผู้แพ้สงคราม ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของไทย ประกาศสันติภาพ โดยถือว่าการประกาศสงครามของไทยต่อพันธมิตร ในระหว่างสงครามนั้นเป็นโมฆะ ม.ร.ว. เสนีย์ปราโมช เจรจากับสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ เพื่อความเป็นเอกราชของชาติโชคดีที่สหรัฐอเมริกา และอังกฤษไม่ติดใจไทย รัฐบาลไทยก็ได้ประกาศคืนดินแดนให้แก่อังกฤษ และฝรั่งเศส
2. การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 รัฐบาลไม่สามารถอธิบายสาเหตุที่แท้จริงได้ นายปรีดี พนมยงค์ จึงแสดงความรับผิดชอบโดยการกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
3. การแย่งชิงอำนาจระหว่างนักการเมือง และระหว่างทหารบกกับทหารเรือ ความขัดแย้งทางการเมือง มีการแย่งชิงอำนาจระหว่างฝ่ายจอมพลแปลกพิบูลสงคราม กับฝ่ายของนายปรีดี พนมยงค์ เกิดกบฏขึ้นหลายครั้งเพื่อต่อต้านรัฐบาลจอมพลแปลก
4. การก้าวขึ้นสู่อำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ การรับประหารจอมพลสฤษดิ์ ก็ได้ยื่นคำขาดต่อ จอมพลแปลกนายกรัฐมนตรี ให้แก้ไขสถานการณ์ทางการเมืองโดยด่วน เมื่อไม่ได้ผลฝ่ายทหารจึงถอนตัวออกจากการสนับสนุนรัฐบาล ในไม่ช้า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ได้เป็นผู้ทำการรัฐประหาร
การเมืองการปกครองของไทยช่วง พ.ศ. 2501 ถึงปัจจุบัน
1. การปกครองแบบเผด็จการ แต่มุ่งพัฒนาประเทศของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
2. การตื่นตัวในระบอบประชาธิปไตย และบทบาทของขบวนประชาธิปไตย
3. ความขัดแย้งระหว่างขบวนการเผด็จการ และขบวนการประชาธิปไตย
4. การฟื้นฟูประชาธิปไตย และการแก้ไขปัญหาคอมมิวนิสต์
5. การรัฐประหารของสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)
การพัฒนาเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ถึงปัจจุบัน
เศรษฐกิจไทยในช่วงระยะ พ.ศ. 2475 ถึง พ.ศ. 2484
ภายหลังจากการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 การเมืองการปกครองของไทยได้เปลี่ยนแปลงมาสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ผู้นำรุ่นใหม่ทั้งฝ่ายทหาร และพลเรือน ส่วนใหญ่มาจากชนชั้นกลาง และได้รับการศึกษาแบบตะวันตก มีความคิดว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนั้นตกอยู่ในกำมือของต่างชาติ ซึ่งเป็นทั้งชาวจีน และชาวตะวันตก
ทางด้านอุตสาหกรรม รัฐบาลส่งเสริมใช้ชาวไทยรู้จักทำอุตสาหกรรม ประกาศคำขวัญว่า "ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ" รัฐบาลเริ่มดำเนินนโยบายลงทุนด้านอุตสหากรรม และธุรกิจทางด้านการบริหาร ซึ่งเราเรียกว่า "รัฐวิสาหกิจ"
เศรษฐกิจไทยในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจของไทย การค้าขายกับต่างประเทศ เริ่มประสบความยากลำบาก สินค้าออกของไทยเริ่มลดลง สินค้าจากต่างประเทศมีราคาสูงขึ้น ในปี พ.ศ. 2483 รัฐบาลไทยเริ่มทำสงครามกับฝรั่งเศลด้วยเรื่องปัญหาอินโดจีน
เศรษฐกิจไทยภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง พ.ส. 2502 รัฐบาลไทยยังใช้นโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแบบเดิม คือ ส่งเสริมให้ชาวไร่ชาวนาไทยผลิตสินค้าเกษตรเพื่อนำส่งไปขายต่างประเทศ สินค้าหลักของไทยที่ส่งไปขายนำรายได้เข้าประเทศมาก
เศรษฐกิจไทยภายใต้ระบบการลงทุนแบบเสรี (ในช่วง พ.ศ. 2501 ถึงปัจจุบัน)
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประกาศนโยบายส่งเสริมการลงทุนของเอกชน มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ มีการวางแผนพัฒนาประเทศ ในระยะยาวการใช้งบประมาณอยู่ในช่วงระยะเวลา 5 ปี เรียกว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ มีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติในปี พ.ศ. 2504 เป็นแผนแรก จากนั้นรัฐบาลต่อ ๆ มาก็ได้ประกาศแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน คือ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2540-2545
หลังจากไทยประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติแล้วสภาวะทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้
- มูลค่าส่งออก เพิ่มขึ้น 15 เท่าตัว
- สิ่งทด เป็นสินค้าใหม่ทำรายได้สูงเป็นอันดับ 2 รองจากข้าว และมันสำปะหลัง นอกจากนั้น ได้แก่ อัญมณี แผงวงจรไฟฟ้า
- ธุรกิจการทองเที่ยว เจริญรุดหน้าจนมีรายได้สูงเป็นอันดับ 1 ในปีพ.ศ. 2532
โครงการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยในช่วงที่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติที่สำคัญได้แก่
- โครงการพัฒนาชายฝั่งตะวันออก (Eastern Seaboard) กำหนดขอบเขตมาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นเมืองอุตสาหกรรมทันสมัย และเขตแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เป็นที่ตั้งท่าเรือพาณิชย์ และอุตสาหกรรมขนาดกลางขนาดย่อม เพื่อส่งออก
- โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard) กำหนดให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมประเภทซ่อมเรือ ต่อเรือ อุตสาหกรรม ประมง พาณิชย์นาวี

การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
1. ชนชั้นในสังคมแบ่งได้เป็น 3 ชนชั้น คือ ข้าราชการ ปัญญาชน และกรรมกร
2. การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ที่ผู้คนมีการแข่งขันกันมากขึ้นต้องปรับตัวมากขึ้น ซึ่งให้คุณธรรมที่ดีในสังคมไทยแต่เดิมมาลดลง
3. ค่านิยมในสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป ผู้หญิงก็ต้องออกทำงานนอกบ้านมากขึ้น เพื่อให้มีรายได้เพียงพอเลี้ยงดูครองครัว สถานภาพของผู้หญิงในปัจจุบันจึงเท่าเทียมกับผู้ชายทั้งสิทธิ และโอกาสในการทำงาน
การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา
หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 การศึกษาของไทยมีความก้าวหน้ามากขึ้น ในปัจจุบันเรามีการศึกษาภาคบังคับ 6 ปี และกำลังขยายโอกาสทางการศึกษาเป็น 9 ปี ซึ่งทำให้เยาวชนได้มีโอกาสหาความรู้ใส่ตัวมากขึ้น ก่อนจะออกไปทำงานเลี้ยงชีพสำหรับผู้ไม่เรียนต่อ
การเปลี่ยนแปลงทางศิลปวัฒนธรรม
1. การเปลี่ยนชื่อประเทศสยาม เป็นประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2482
2. การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ โดยเปลี่ยนเป็นวันที่ 1 มกราคม ตามสากลนิยม แทนวันที่ 1 เมษายน เริ่มตั้งแต่ พ.ส. 2484
3. มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2483 ให้คนไทยแต่งกายให้เหมาะสม คือ นุ่งกางเกงแทนผ้าม่วงหรือโจงกระเบน สำหรับชาย ส่วนสตรีให้สวมกระโปรง และยังต้องสวมเสื้อ รองเท้าหมวก
ด้านศิลปกรรม
1. สถาปัตยกรรม รับอิทธิพลของชาติตะวันตก เช่น การสร้างอนุสาวรีย์ อาคารต่าง ๆ
2. วรรณกรรมตะวันตกที่เคยมีการแปล ก็ถูกดัดแปลงหรือแต่งขึ้นมาโดยคนไทยมากขึ้น
3. นาฏกรรม เช่น โขน ละคร เสื่อมความนิยมลง เนื่องจากมีความบันเทิงหลายหลากมากขึ้น ทั้งภาพยนตร์ โทรทัศน์

โครงสร้างทางการปกครอง และกระบวนการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
ประชาธิปไตย(democracy) หมายถึง ระบอบการเมือง ซึ่งประชาชนมีอำนาจสูงสุด หรือการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน
โครงสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย
ในการจัดการปกครองของไทยได้ยึดหลักการของสากล ซึ่งเป็นยอมรับกันทั่วไป 3 ประการ คือ การรวมอำนาจ การกระจายอำนาจ และการแบ่งอำนาจ สรุปได้ดังนี้
1. หลักการปกครองแบบรวมอำนาจ การปกครองแบบนี้มีหลักการที่สำคัญ คือ
1.1 อำนาจทั้งหมดอยู่ที่ส่วนกลางหรือรัฐบาลกลาง
1.2 ส่วนกลางมีอำนาจสูงสุดในการบังคับบัญชา
1.3 ส่วนกลางเป็นผู้ออกคำสั่งในการเปลี่ยนแปลงตัวข้าราชการ
2. หลักการปกครองแบบแบ่งอำนาจ ลักษณะการปกครองแบบนี้อันที่จริง แล้วนับเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองแบบรวมอำนาจ แต่มีเหตุจำเป็นที่ส่วนกลางต้องมีสถานที่ทำการอยู่ที่ส่วนต่าง ๆ ของประเทศได้แก่ จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน
3. หลักการปกครองแบบกระจายอำนาจ การปกครองแบบนี้มีลักษณะสำคัญ 3 ประการคือ
3.1 ส่วนกลางไม่มีอำนาจเด็ดขาดเพียงส่วนเดียว ต้องยอมให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการปกครองด้วย
3.2 คณะบุคคลผู้ใช้อำนาจในการปกครองแบบกระจายอำนาจจะต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนในเขตการปกครองนั้น
3.3 หน่วยงานปกครองท้องถิ่นต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคล

สถาบันพระมหากษัตริย์ : บทบาทที่สำคัญของพระมหากษัตริย์ปัจจุบัน
บทบาทที่เกี่ยวกับประเทศชาติ
- ทรงเป็นประมุขของชาติ เป็นที่เคารพสักการะสูงสุด และเป็นมิ่งขวัญของชาติ
- ทรงเป็นศูนย์รวมน้ำใจของประชาชน
- ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก และทรงเป็นพุทธมามกะ
- ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีของคนในชาติ
- ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย
- ทรงใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน ผ่านทางสถาบันบริหารนิติบัญญัติ และตุลาการ
บทบาทหน้าที่เกี่ยวกับประชาธิปไตย
- ทรงยอมรับ และอุ้มชูระบอบประชาธิปไตยให้ดำรงอยู่ได้
- ทรงทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีความต่อเนื่อง
- ทรงช่วยแนะนำรัฐบาลด้านการปกครองยามจำเป็น
- ทรงช่วยยับยั้งเหตุการณ์รุนแรงให้ผ่อนคลาย
- ทรงใช้อำนาจอธิปไตยในนามของประชาชนชาวไทย
- ทรงเป็นกลางทางการเมือง
บทบาทด้านวิทยาการของชาติ
- ทรงสนับสนนุด้านการศึกษาละศิลปะวัฒนธรรมของชาติ
- ทรงสนพระทัยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์แก้ปัญหาให้ราษฎร
- พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวง
- ทรงส่งเสริมการจัดประชุมทางวิชาการสาขาต่าง ๆ
บทบาทที่เกี่ยวกับประชาชน
- ทรงช่วยเหลือ และห่วงใยในความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างแท้จริง
- ทรงออกเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วประเทศ
- ทรงช่วยกระตุ้นให้คนไทยอื่น ๆ ตระหนักในความเดือดร้อนของเพื่อรวมชาติ และหาทางช่วยเหลือ
- ทรงสร้างความเป็นปึกแผ่นของคนภายในชาติ ไม่ให้เชื้อชาติศาสนา และเผ่าพันธุ์ เป็นเครื่องทำลายความแตกแยก
- ทรงแสดงบทบาทในการช่วยพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ทำให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น
- ทรงช่วยแก้ไขวิกฤตการณ์สำคัญของชาติ เช่น ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานคร เป็นต้น
กฎหมายที่ประชาชนควรรู้
กฎหมาย คือ กฎข้อบังคับว่าด้วยการปฏิบัติ ซึ่งผู้มีอำนาจในประเทศได้บัญญัติขึ้น และบังคับให้ผู้ที่อยู่ในสังกัดของประเทศนั้นถือปฏิบัติตาม
การตั้งชื่อ และชื่อรอง
1. ต้องไม่ฟ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนามของพระราชินี พระราชทินนาม
2. ต้องไม่มีคำหรือความหมายยาบคาย
การตั้งชื่อสกุล
1. ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายพระปรมาภิไธย หรือ พระนามของพระราชินี
2. ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับราชทินนาม เว้นแต่ราชทินนามของตน หรือผู้บุพการี หรือของผู้สืบสันดาน
3. ไม่ซ้ำกับชื่อสกุลที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์หรือชื่อสกุลที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว
4. ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย
5. มีพยัญชนะไม่เกินสิบพยัญชนะ เว้นแต่กรณีใช้ราชทินนามเป็นชื่อสกุล
การขอร่วมใช้ชื่อสกุล
1. ให้เจ้าของชื่อสกุลคนแรกที่จดทะเบียนชื่อสกุลไว้ ยื่นคำขอพร้อมหนังสือยินยอม และทำหนังสือสำคัญ การจดทะเบียนตั้งชื่อสกุล หรือตั้งชื่อสกุลใหม่ต่อนายทะเบียนท้องที่
2. เจ้าของชื่อสกุลเท่านั้นที่จะขอให้มีการร่วมใช้ชื่อสกุลได้ทายาทของเจ้าของชื่อสกุลไม่มีสิทธินี้
ผู้ที่จะต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน
1. มีสัญชาติไทย
2. มีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์
3. มีภูมิลำเนาหรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนในท้องที่นั้น
รัชราชการทหาร
ทหารกองเกิน คือ ชายไทยมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ และยังไม่ถึง 30 ปีบริบูรณ์ ต้องไปขึ้นทะเบียนทหารที่เขต หรืออำเภอที่ตนอาศัยอยู่แล้วรอรับหมายเกณฑ์ทหารกองประจำการ เมื่อมีอายุย่างเข้า 21 ปี ต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียก ณ เขตหรืออำเภอที่มีลำเนาทหาร
ทหารกองทุน คือ ทหารที่ปลดจากกองประจำการ โดยได้รับราชการมาจนครบกำหนด หรือทหารกองเกิน ซึ่งสำเร็จการฝึกวิชาทหารตามกฎหมายว่าด้วย การฝึกวิชาทหารได้ลงทะเบียนกองประจำการแล้วปลดเป็นทหารกองหนุน
ทหารประจำการ คือ ทหาร ซึ่งเข้ารับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ซึ่งไม่ใช่ทหารกองประจำการ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ทหารอาชีพนั่นเอง
การทะเบียนราษฎร
การเกิด หมายถึง การที่ทารกคลอดจากครรภ์มารดา แล้วมีชีวิตอยู่ การแจ้งเกิด มีหลักเกณฑ์ดังนี้
1. คนเกิดในบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่เกิดภายใน 15 วันนับแต่วันเกิด
2. คนเกิดนอกบ้าน ให้มารดาแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องถิ่นที่ที่เกิด หรือแห้งท้องที่จะพึงแจ้งได้ในโอกาสแรกภายใน 15 วันนับแต่วันเกิด
การตาย หมายถึง การที่คนสิ้นชีวิต การแจ้ง การตาย มีหลักเกณฑ์ดังนี้
1. คนตายในบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้งต่อนายทะเบียน ผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่มีคนตายภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาตาย
2. คนตายนอกบ้าน ให้บุคคลที่ไปกับผู้ตายหรือผู้พบศพแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่ตายหรือพบศพ แล้วแต่กรณีหรือแห่งท้องที่ที่จะพึงแจ้งได้ในโอกาสแรกภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาตายหรือพบศพการย้ายที่อยู่ การแจ้งย้ายเข้าหรือย้ายออก ต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายในเวลาไม่เกิน 15 วัน
กฎหมายเกี่ยวกับครอบครัว
การสมรส ชายหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 17 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ครบ 20 ปี ประสงค์จะจดทะเบียนสมรสจะต้องให้บิดามารดาหรือผู้ปกครอง ตามกฎหมายให้ความยินยอมเสียก่อน
การหมั้น คือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้ไว้แก่ฝ่ายหญิง เพื่อเป็นหลักฐานการหมั้น และประกันว่าจะสมรสกับหญิงนั้น
สินสอด เป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา หรือผู้ปกครองของฝ่ายหญิง เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสชายเรียกคืนได้
การสิ้นสุดการสมรส เมื่อมีการสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว การสมรสนั้นจะสิ้นสุดลง ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังนี้
1. การตาย
2. การหย่า
3. ศาลพิพากษาให้เพิกถอน
บุตรบุญธรรม บุคคลที่จะรับผู้อื่นเป็นบุตรบุญธรรมได้ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปีบริบูรณ์ และต้องแก่กว่าผู้ที่ตนจะรับเป็นบุตรอย่างน้อย 15 ปี
หลักธรรมในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
หลักธรรมในพระพุทธศาสนา
โลกบาลธรรม คือ ธรรมะสำหรับคุ้มครองโลก มีอยู่ 2 อย่างด้วยกันคือ
1. หิริ หมายถึง ความละอายแก่ใจต่อการที่จะทำความชั่ว
2. โอตตัปปะ หมายถึง ความเกรงกลัวต่อบาป กลัวว่าความชั่วจะทำให้เกิดผลร้ายต่อตนเอง และผู้อื่น
สัปปุริสธรรม หมายถึง หลักธรรมของคนดีในสังคม มี 7 ประการ คือ
1. ธัมมัญญุตา รู้จักเหตุ รู้จักหลักเกณฑ์
2. อัตถัญญุตา รู้จักผล รู้จักความมุ่งหมาย
3. อัตตัญญุตา รู้จักตน รู้จักว่าตนมีกำลังฐานะอย่างไร
4. มัตตัญญุตา รู้จักความพอดี รู้จักประมาณ
5. กาลัญญุตา รู้จักเวลาที่เหมาะสม
6. ปริสัญญุตา รู้จักชุมชน รู้จักเคารพในสถานที่
7. ปุคคลัญญุตา รู้จักบุคคล รู้จักว่าแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไร
ทิฎฐธัมมิกัตถประโยชน์ หมายถึง หลักธรรมที่เอื้อให้เกิดประโยชน์ได้ในปัจจุบัน ได้แก่
1. อุฎฐานสัมปทา หมายถึง มีความขยันหมั่นเพียร แสวงหาทรัพย์
2. อารักขสัมปทา หมายถึง การรู้จักรักษา เมื่อแสวงหาทรัพย์มาได้ต้องรักษา
3. กัลยาณมิตตา หมายถึง รู้จักคบคนดี
4. สมชีวิตา หมายถึง รู้จักใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย หรือตระหนี่ถี่เหนียวเกินไป
สังคหวัตถุ หมายถึง ธรรมะที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างคนในสังคม ได้แก่
1. ทาน หมายถึง การให้ การบริจาค
2. ปิยวาจา หมายถึง การพูดด้วยความปรารถนาดี จริงใจ
3. อัตถจริยา หมายถึง ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม
4. สมานัตตตา หมายถึง การวางตนเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อเกิดปัญหาต่อส่วนรวม ก็ต้องร่วมกันแก้ปัญหา

หลักธรรมในศาสนาคริสต์
หลักธรรมของศาสนาคริสต์ ที่สำคัญได้แก่
1. การให้อภัย
2. ความยุติธรรม
3. ความเสมอภาค
4. ความสามัคคี

หลักธรรมในศาสนาอิสลาม
หลักธรรมของศาสนาอิสลาม ที่สำคัญได้แก่
1. ความยุติธรรม
2. ความเสมอภาค
3. เสรีภาพในการนับถือศาสนา
4. การประนีประนอม
5. ไม้ละเมิดผู้อื่น
หลักธรรมในศาสนาซิกข์
หลักธรรมของศาสนาซิกข์ ที่สำคัญได้แก่
1. ความสามัคคี
2. ความเสมอภาค
3. ความศรัทธา

การปกครองสมัยสุโขทัย

ระยะแรกปกครองแบบพ่อปกครองลูก สมัยสุโขทัยตอนปลายได้รับอิทธิพลจากขอมเชื่อว่ากษัตริย์คือ สมมติเทพ ทำให้กษัตริย์เพิ่มอำนาจมากขึ้นกว่าระยะแรก แต่ถูกจำกัดอำนาจโดยหลักทศพิธราชธรรม
สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
มีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยกษัตริย์มีอำนาจสูงสุดเพียงผู้เดียว ในแผ่นดิน แต่พระองค์ก็มิได้ทรงใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม เพราะทรงไว้ ซึ่งทศพิธราชธรรม ในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้เริ่มแนวคิดระบบประชาธิปไตยขึ้น แล้วคือ พระองค์ไม่ตั้งรัชทายาท แต่ให้ขุนนางข้าราชการเลือกผู้สมควรสืบราชสมบัติกันเอง ในรัชกาลที่ 4 ได้ริเริ่มยอมรับอารยธรรมตะวันตก มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อความอยู่รอดของบ้านเมืองในอนาคต
สมัยการปฏิรูปการปกครอง
ในสมัย รัชกาลที่ 5 ได้ปฏิรูปการปกครองบ้านเมืองหลายด้าน เช่น การให้ความเสมอภาคด้านการศึกษา การเลิกทาส เลิกระบบไพร่ ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ตลอดจนมีการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารบ้านเมืองทั้งส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่น
ในสมัย รัชกาลที่ 6 ได้สานต่อพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 5 ในการที่จะให้ประเทศไทยได้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยการจัดตั้ง "ดุสิตธานี" ขึ้น เพื่อทดลองจัดการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย
สมัยประชาธิปไตย
ในสมัย รัชกาลที่ 7 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร และความยินยอมพร้อมใจของพระมหากษัตริย์ และได้มีรัฐธรรมนูญฉบับแรก ใช้บังคับ เมื่อ 10 ธันยาคม พ.ศ. 2475
ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ระบอบประชาธิปไตยมากนัก จึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย ให้เป็นไปอย่างเชื่องช้า
สิทธิ และเสรีภาพ
สิทธิ หมายถึง อำนาจหรือประโยชน์อันชอบธรรมของบุคคล ซึ่งกฎหมายรับรอง และคุ้มครองให้ ผู้ใดจะมาขัดขวางมิได้
เสรีภาพ หมายถึง ความเป็นอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ตามสิทธิที่มีอยู่ แต่การกระทำนั้นจะต้องไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
1. เสรีภาพในร่างกาย บุคคลย่อมมีเสรีภาพในร่างกายของเราจะกระทำอย่างไร กับร่างกายของเราก็ได้
2. เสรีภาพในการนับถือศาสนา บุคคลย่อยมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนา
3. เสรีภาพในเคหสถาน บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถานเราสามารถจะทำอะไรก็ได้ตามความพอใจของเรา
4. สิทธิในทรัพย์สิน รัฐธรรมนูญได้กำหนดคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลได้ว่าบุคคลจะมีสิทธิในทรัพย์สินของเขา โดยจะมีกฎหมายกำหนดขอบเขตของสิทธิในทรัพย์สินเอาไว้ตั้งแต่เรื่องการได้มา ซึ่งสิทธิ
5. เสรีภาพในการศึกษาอบรม คนไทยทุกคนมีเสรีภาพในการที่จะเลือกรับ หรือให้การศึกษาอบรมได้ตามที่ต้องการ
6. เสรีภาพในการสื่อสาร พลเมืองไทยมีเสรีภาพที่จะติดต่อสื่อสารถึงกันได้
7. เสรีภาพในการเดินทาง ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเดินทางไปไหนมาไหน เมื่อไรก็ได้
8. เสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร นอกจากจะมีเสรีภาพในการเดินทางแล้ว พลเมืองไทยยังมีเสรีภาพที่จะเลือก เอาจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้านใดเป็นที่อยู่อาศัยก็ได้
9. สิทธิในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และความเป็นอยู่ ส่วนตัวทุกคนจะได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย
10. สิทธิของบุคคลในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพ และการแข่งขัน โดยเสรีอย่างเป็นธรรม
11. สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองในทางอาญา สิทธินี้เป็นสิทธิที่เกี่ยวกับคดีอาญา
12. เสรีภาพในการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา การสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
13. เสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ หรือหมู่คณะอื่น
14. สิทธิเสรีภาพในทางการเมือง มีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการที่จะมีส่วนร่วมในทางการเมือง
15. เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธพลเมืองไทยทุกหมู่เหล่าย่อมมีสิทธิที่จะมาร่วมชุมนุมกันโดยสงบ
16. สิทธิในการร้องทุกข์บุคคลใดก็ตามที่ได้รับความไม่เป็นธรรม
17. สิทธิฟ้องหน่วยราชการ หมายถึงการฟ้องร้องหน่วยราชการ ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ
การใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
1. ต้องเคารพต่อกฎหมาย และหลักแห่งความสงบเรียบร้อย
2. ต้องใช้สิทธิในทางที่จะไม่ก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่น
3. ต้องใช้สิทธิโดยสุจริต
หน้าที่ของพลเมืองในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
1. หน้าที่รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2. หน้าที่จะใช้สิทธิในการเลือกตั้งโดยสุจริต
3. หน้าที่ในการป้องกันประเทศ
4. หน้าที่ในการรับราชการทหาร
5. หน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
6. หน้าที่เสียภาษีอากร
7. หน้าที่ช่วยเหลือราชการ
8. หน้าที่ในการรับการศึกษาอบรม
9. หน้าที่รักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม